Showing posts with label CHEVROLET. Show all posts
Showing posts with label CHEVROLET. Show all posts

Friday, January 10, 2014

เชฟโรเลต มาลิบู ได้ฤกษ์ลุยมาเลเซีย

ถึงจะยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้ามาบุกตลาดรถเก๋งกลางตลาดปราบเซียนอีกกลุ่มของเมืองไทย เพราะมีทั้ง โตโยต้า คัมรี ฮอนด้า แอคคอร์ด นิสสัน เทียน่า แข่งขันกันอย่างดุเดือดก็ตาม แต่เชฟโรเลต มาลิบู (Chevrolet Malibu) เตรียมพร้อมจะบุกมาเลเซียแน่นอนแล้วอีกรุ่น

เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ Paultan.org รายงานโดยอ้างอิงจากโบรชัวร์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตแห่งหนึ่งในมาเลเซียว่า เตรียมจะเปิดตัว Chevrolet Malibu ใหม่ อย่างเป็นทางการ เพื่อลงสู้ศึกในตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง



ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ต้องยอมรับว่าในปีใหม่นี้ เราแทบจะเดาทางค่ายรถยนต์ Chevrolet ไม่ออกเมื่อพูดถึงว่าที่รถยนต์รุ่นใหม่ ทว่าดูเหมือนเพื่อนบ้านเราจะมีความเคลื่อนไหวที่อาจจะนำไปสู่ว่าที่รถยนต์ใหม่ อย่าง Chevrolet Malibu

เชฟโรเลต มาลิบู ออกมาเขย่าตลาดโลกเมื่อช่วงปี 2011 เป็นการแนะนำว่าที่รถยนต์ซีดานขนาดกลางเข้าสู่ตลาดอีกครั้งภายใต้เรือนร่างใหม่ และมีแผนจะทำตลาดกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

แม้จะมีการเปิดเผยออกมา แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากมายนัก โดยเฉพาะวันเวลา หรืออย่างน้อยกำหนดการสำหรับการเปิดตัวรถยนต์สู่สาธารณชน

แต่หากเป็นรุ่นเดียวกับที่เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการไปแล้วก็มาพร้อมกับการอออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยกระจังหน้าแบบดูอัล พอร์ท (Dual Port) มาพร้อมไฟท้ายแบบสปอร์ตของเชฟโรเลต คามาโร่ (Chevrolet Camaro) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง กำลังสูงสุด190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 245 นิวตันเมตร

สำหรับในประเทศไทย คงต้องรอลุ้นว่าจะอยู่ในแผนการเปิดตัวรถใหม่ของเชฟโรเลต ประเทศไทย ปีนี้หรือไม่

(ที่มา:มติชนรายวัน 10 มกราคม 2557)

Sunday, January 20, 2013

Chevrolet Corvette C7 : สวยเด่นสุดๆ




ชื่อของ American Muscle Car ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมีไม่กี่ชื่อ และที่สำคัญคือ จะมีสักกี่ชื่อที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เห็นเป็นตัวตนที่สามารถสัมผัสได้ เพราะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งสภาพเศรษฐกิจ และปัญหาเรื่องพลังงาน การที่ American Muscle Car คันไหนจะอยู่รอดได้ ย่อมไม่ธรรมดา

Chevrolet Corvette คือ หนึ่งในผู้อยู่รอดที่สามารถสร้างชื่อเสียงแห่งความเร้าใจตามแบบฉบับอเมริกันให้อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานานรวมถึงตอนนี้ก็ครบ 5 รอบ หรือ 60 ปีแล้ว ซึ่งในตอนนี้ทางจีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส บริษัทแม่ของเชฟโรเลตจัดการเผยโฉมใหม่ หรือโมเดลเชนจ์ของคอร์เว็ตต์ออกมาแล้ว และพร้อมทำตลาดในปลายปี 2013




คอร์เว็ตต์ใหม่ มากับรหัส C7 พร้อมกับแนวคิดที่เรียกว่า The Return of Stingray ซึ่งใครที่เป็นแฟนของคอร์เว็ตต์คงทราบดีว่า Stingray หรือเจ้าปลากระเบนเป็นแนวทางหรือสไตล์การออกแบบของคอร์เว็ตต์ที่ถูกนำมาใช้กับรุ่นคูเป้ในเจนเนอเรชั่นที่ 2 หรือ C2 เมื่อปี 1963 และถือเป็นคอร์เว็ตต์รุ่นแรกที่มากับตัวถังคูเป้หลังคาแข็ง เนื่องจากรุ่นแรก หรือ C1 นับตั้งแต่เริ่มผลิตขายในปี 1953 จนถึงปีที่เลิกทำตลาดมีตัวถังเดียวแบบเปิดประทุน

นอกจากนั้น เชฟโรเลตยังนำชื่อของ Stingray มาใช้อย่างต่อเนื่องกับรุ่นที่ 3 หรือ C3 เพื่อสื่อถึงการสืบทอดเจตนารมย์ทางด้านงานออกแบบที่ถูกสานต่อในด้านความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวของเส้นสายที่ต่อเนื่องมาจากรุ่น C2 อีกด้วย ก่อนที่แนวทางนี้จะขาดหายไปในรุ่นที่ 4, 5 และ 6 ก่อนกลับมาอีกครั้งในรุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกเผยโฉมในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2013 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา







Mark Reuss ประธานของจีเอ็ม อมเริกาเหนือ กล่าวว่า การออกแบบของรุ่นใหม่ก็เหมือนกับรุ่นปี 1963 ในการได้รับอิทธิพลในด้านการสร้างสรรค์ของเส้นสายบนตัวถัง แต่เหนือชั้นกว่าด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ แห่งโลกยานยนต์มาแต่งเติมเสริมประสิทธิภาพของให้กับคอร์เว็ตต์ใหม่ เพื่อตอบสนองทั้งในด้านสุนทรีย์ในการขับขี่ ความพึงพอใจในด้านภาพลักษณ์ และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงความประหยัดน้ำมันที่ผ่านมาตรฐาน 26 ไมล์/แกลลอนของ EPA หรือ Environmental Protection Agency ของสหรัฐอเมริกาได้

นอกจากนั้น Reuss เผยว่า คอร์เว็ตต์ใหม่ถือเป็นของใหม่เกือบ 100% และมีการแชร์พื้นฐานร่วมกับรุ่นที่แล้วเพียง 2 จุดเท่านั้น แต่ส่วนหลักๆ มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึงโครงสร้างตัวถัง แชสซีส์ ระบบกันสะเทือน เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง




เชฟโรเลต เผยว่าประเด็นหลักของตัวรถในแง่ของความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ การนำวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ร่วมกับอะลูมิเนียม และแม็กนีเซียมในการผลิตชิ้นส่วนตัวถังและโครงสร้างตัวถัง เพื่อลดน้ำหนักให้กับตัวรถ โดยคาร์บอนไฟเบอร์ถูกนำมาใช้กับฝากระโปรงหน้าและหลังคา ซึ่งแม้ว่าในรุ่นนี้จะมากับตัวถังคูเป้ แต่เฉพาะแผ่นหลังคาสามารถถอดออกได้ มีการนำวัสดุแบบคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิตกันชนหน้า ประตู หรือแผ่นตัวถังด้านท้ายของตัวรถ

ขณะที่อะลูมิเนียมจะเป็นโครงสร้างหลักของเฟรมตัวถัง ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยในแง่ของการกระจายน้ำหนักตัวถังด้านหน้าและหลังในแบบ 50-50% ซึ่งทำให้มีความทนทานต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้นอีก 57% ขณะที่น้ำหนักลดลงอีก 45 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิม

ในแง่ของการออกแบบนั้น เชฟโรเลต เผยว่า C7 มาพร้อมกับสไตล์ความปราดเปรียวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น C2 Stingray โดยเฉพาะรูปทรงของตัวถังโดยรวม ซึ่งมีลักษณะที่แคบตรงตัวถังด้านหน้า และเริ่มบานออกและมีความกว้างมากขึ้นสำหรับส่วนท้าย ซึ่งเมื่อมองจากทางด้านบนแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับหัวลูกศร




สำหรับเครื่องยนต์เป็นบล็อกใหม่ที่ยังมั่นใจได้ในความเป็นอเมริกัน เพราะว่าคอร์เว็ตต์ใช้เครื่องยนต์วางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง และใช้ขุมพลังแบบวี8 เหมือนกับทุกรุ่นที่ผ่านมา

บล็อกนี้เป็นของใหม่ในรหัส LT1 ที่มีความจุ 6,200 ซีซี และติดตั้งเทคโนโลยีมากมายเพื่อตอบสนองทั้งความแรงและความประหยัด เช่น ระบบจ่ายน้ำมันเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง หรือ Di-Direct Injection ตามด้วยระบบควบคุมการทำงานของลูกสูบ หรือ AFM-Active Fuel Management ซึ่งจะมีการลดจำนวนการทำงานลงเมื่อใช้ความเร็วคงที่เพื่อความประหยัดน้ำมัน และระบบวาล์วแปรผัน หรือ VVT

กำลังที่ผลิตออกมาได้อยู่ที่ 450 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 62.1 กก.-ม. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ที่วางใน C6 แล้วถือว่าแรงกว่า ด้วยแรงบิดที่มากกว่าถึง 6.9 กก.-ม. และสมรรถนะของเครื่องยนต์บล็อกใหม่ เทียบเท่ากับตัวแรงในรหัส LS7 ของคอร์เว็ตต์ Z06 ซึ่งใช้ขุมพลังวี8 7,000 ซีซี เลยทีเดียว




ในส่วนของระบบส่งกำลังต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับเกียร์ธรรมดา เพราะที่ติดตั้งในคอร์เว็ตต์ C7 มากับแบบธรรมดา 7 จังหวะใช้ฟลายวีลแบบ Dual-Mass และคลัตช์คู่ ขณะที่อัตโนมัติเป็นแบบ 6 จังหวะพร้อมกับ Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง

เมื่อน้ำหนักลดลงและจัดจ้านขึ้น การปรับเซ็ตในเรื่องของช่วงล่างจำเป็นจะต้องมีตามไปด้วย โดยระบบแชสซีส์ของคอร์เว็ตต์ C7 ได้รับการผลิตจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาเพื่อลดสภาพ Unsprung weight เช่น ชิ้นส่วนปีกนกอย่าง Control Arm เมื่อเปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมจะลดน้ำหนักได้ถึงข้างละ 4 กิโลกรัม ส่วนแขนยึดของระบบช่วงล่างหลังสามารถลดลงได้ถึงข้างละ 1.1 กิโลกรัม

ในด้านล้อแม็กมากับลายสวยและวงโตสะใจตามแบบฉบับรถสปอร์ต ซึ่งด้านหน้าเป็นล้อขนาด 8.5X18 นิ้ว และด้านหลังขนาด 10X19 นิ้ว แต่ถ้าจ่ายเงินเพิ่มสำหรับแพ็คเกจที่ใหญ่ขึ้นอย่าง Z51 Performance Package ก็จะได้ล้อขนาด 8.5X19 นิ้วที่ด้านหน้า และ 10X20 นิ้วที่ด้านหลัง




นอกจากนั้นในส่วนของระบบเบรกและช่วงล่างก็มีการปรับเซ็ตตามไปด้วย เช่นเดียวกับการติดตั้งระบบ LSD แบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-LSD ซึ่งจะติดตั้งให้เฉพาะในรุ่น Z51 โดยจะสามารถปรับระดับการทำงานของระบบได้ถึง 3 รูปแบบสอดคล้องกับสภาพการใช้งานอย่างเต็มที่

สำหรับแฟนๆ ของคอร์เว็ตที่ต้องการสัมผัสกับความเร้าใจ อดใจรอกันอีกสักนิด เพราะถึงแม้ว่าจะมีการเผยโฉมให้เห็นแล้ว แต่คันจริงที่จะส่งให้กับลูกค้ายังต้องรออีกหน่อย เพราะจะเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการในปลายปี 2013




http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9560000005235

Tuesday, November 20, 2012

Chevrolet Spark EV เจ้าตัวเล็กพลังไฟฟ้า ที่มีดีกว่าที่คิด

ทุกวันนี้ราคาน้ำมันที่แพงทำให้ ค่ายรถยนต์หลายเจ้าต่างที่จะมองหาพลังงานทางเลือกมาตอบโจทย์ในการดึงดูดลูกค้า ให้เข้ามาตราตรึงใจ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือว่า รถไฟฟ้า เป็นหนทางที่แน่นอน และยั่งยืน และที่ต่างประเทศค่ายโบว์ไทน์ ก็ได้เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่จะตอบโจทย์การใช้งานคนเมือง

แม้ Chevrolet จะมี Chevrolet Volt อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว แต่การที่มันมีขนาดที่ค่อนข้างเทอะทะ อาจจะทำให้ดูไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน ทว่าล่าสุดค่ายนี้ก็มีผลงานด้วยการจับ Chevrolet Spark ซิตี้คาร์ตัวเล็ก ที่กลับมาอีกครั้งในสไตล์รถไฟฟ้า และมันจะได้รับการเปิดตัวในงาน LA Auto Show ในช่วงปลายเดือนนี้อย่างเป็นทางการ



Chevrolet Spark EV ถือเป็นการก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย การปรับระบบขับเคลื่อนที่เหนือชั้นกว่าเดิม ภายนอกเรือนร่างที่ดูดีอยู่เป็นทุนเดิมจากการพัฒนารถยนต์นั่งขนาดเล็กเป็นครั้งแรกของค่ายนี้ โดยในเวอร์ชั่นไฟฟ้านี้โครงสร้างตัวถังโดยรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก เว้นแต่รายละเอียดการตบแต่งบางจุดที่ถูกปรับให้ดูมีความลงตัวมากยิ่งขึ้น

การมุ่งเน้นที่จะพัฒนาให้มันเป็นรถซิตี้คาร์ขนาดเล็กนี้เองที่ทำให้ เจ้า Chevrolet Spark EV มีดีกรีการขับเคลื่อนที่ร้อนแรงด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีพละกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ 100 กิโลวัตต์ หรือ 134 แรงม้า แต่แม้จะฟังดูไม่เท่าไรทว่ามันกลับมาพร้อมแรงบิดมหาศาลมากถึง 542 นิวตันเมตร ซึ่งก็มากพอที่จะทำให้ระทึกในอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ที่มีการระบุว่า เจ้าตัวเล็กไฟฟ้าคันนี้สามารถทำได้ต่ำกว่า 8 วินาที



สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ยังมาพร้อมกับความทนทานด้วยแบตเตอร์รี่ลิเธียม ไอออน ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ล่าสุด ด้วยขนาด 20 กิโลวัตต์ ทำให้ มันสามารถที่จะใส่ลงไปในเจ้า Chevrolet Spark ได้ และมันก็ยังสามารถใช้งานได้นานด้วยความมั่นใจจากการรับประกันแบตเตอร์รี่จาก GM 8 ปี หรือ ราวๆ 100,000 ไมล์ แล้วแต่ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน


ในเรื่องการชาร์จไฟ เฉกเช่นรถไฟฟ้าทั่วไป Chevrolet Spark EV ยังคงต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ โดยที่แรงดันไฟฟ้า 240 V มันจะใช้เวลาต่ำกว่า 7 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณเกิดแบตเตอร์รี่หมดกลางทางก็สบายใจได้ ด้วย Combo charger ที่ช่วยให้สามารถชาร์จเร็วได้ทันใจมีไฟ 80% ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น


ทั้งนี้ แม้อาจจะยาวไกลไปสักนิดสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากับบ้านเรา แต่ Chevrolet Spark EV เองถือเป็นรถรุ่นหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลย ด้วยความเล็กกะทัดรัด ที่มาพร้อมกับความประหยัดและสะอาด ซึ่งถึงยังอาจจะเป็นเรื่องของอนาคต แต่มันก็ไม่ได้ไกลมากอย่างที่เราคิดกัน

Monday, November 12, 2012

ประชันความคุ้ม ! CR-V 2012 VS. Captiva คันไหนน่าใช้กว่าต้องดู

ตั้งแต่เริ่มต้นปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ Honda ถือเป็นค่ายรถยนต์ที่มีการออกตัวแรงมากตั้งแต่เริ่มและเปิดตัวรถยนต์มากมาย รวมถึงรถอเนกประสงค์ยอดนิยม Honda CR-V 2012 ใหม่ที่เข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเริ่มลงตลาดไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

การเข้ามาทวงบัลลังค์ของค่ายรถยนต์รายนี้อีกครั้งเป็นไปตามความคาดหมาย หลังจากที่เริ่มวางจำหน่ายเมื่อปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้การมาลงตลาดไทยก็ทำให้มันเป็นคู่ท้าชิงของค่ายรถยนต์อเมริกัน Chevrolet ที่ส่งรุ่น Captiva ปรับเรือนร่างรูปโฉม ให้ดูดี ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และถือเป็นรถรุ่นที่มีความแข็งแกร่งในตลาดเหมือนกัน

หนึ่งหรู ..หนึ่งเพิ่มความสปอร์ต

ตั้งแต่อดีตมารถยนต์ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีแพลทฟอร์มแบบรถนั่ง ล้วนแต่ดูมองออกไปในแนวทางการออกแบบที่เน้นในความหรูหราดูดีมีระดับ อาจจะด้วยข้อหนึ่งที่ว่าราคาของรถยนต์เหล่านี้เริ่มตั้งแต่ 1.5 ล้าน เป็นต้นไป และมันมีความสามารถเทียบเท่ารถยนต์เก๋งขนาดกลาง



การให้ความหรูหรา นับว่าเป็นโจทย์ที่ยึดต่อเนื่องกันมา และในการแนะนำรถยนต์ Chevroelt Captiva ใหม่ที่เปิดตัวในปีที่แล้วก็เป็นการต่อยอดในจุดนี้ แต่การปรับใบหน้าที่ทำให้เส้นสายใหม่ทางด้านหน้าเปลี่ยนไป เน้นสร้างความดุดันในการออกแบบเร่มมีเสน่ห์เป็นอเมริกันมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้รถมีรายละเอียดที่ลงตัว แต่ในขณะที่ด้านหน้า เป็นจุดที่มีการปรับเปลี่ยนมากที่สุด แต่ด้านหลังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรจากเดิมเลยก็ว่าได้

ในฝั่งผู้ท้าชิงใหม่ Honda CR-V 2012 ดูท่าจะมีภาษีกว่าเล็กน้อยด้วยการออกแบบที่เรียกว่าปรับเปลี่ยนใหม่หมด ด้วยอานิสงค์จากการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ทั้งคันไม่ใช่การปรับโฉมเล็ก ทำให้รถรุ่นใหม่นี้มีความสดในการออกแบบมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ด้านหน้าที่ถอดความหรูปรับเป็นความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นไปจนถึงบั้นท้ายที่ไปในทิศทางเดียวกัน และการใส่ล้ออัลลอยที่เริ่มตั้งแต่ขอบ 17 นิ้วขึ้นไป ก็ทำให้ Honda CR-V ใหม่นั้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ฉีกกฏรถอเนกประสงค์เดิม โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบที่หันไปในทางความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม



หรูเจอ สปอร์ต แบบไหนที่ชอบมากกว่า

มาในห้องโดยสาร CR-V เริ่มต้นด้วยการถ่ายทอดตัวตนในความสปอร์ตที่ครั้งนี้ในรุ่นที่ 4 ของตระกูล กลับมาในความหรูหราด้วยการให้รายละเอียดการตบแต่งในโทนสีดำ มาพร้อมกับลายไม้โทนดำและสามารถเปลี่ยนเป็นสีเบจได้ขึ้นอยู่กับสีรถ เน้นให้ความรู้สึกที่ดูแล้วมีความสปอร์ตแตกต่างมากกว่าเดิมในเรื่องการโดยสาร



การปรับพื้นที่นั่งลดต่ำลงอีกนิดหน่อย ทำให้มีการปรับที่นั่งไปพอสมควรเช่นกัน แต่ด้วยโทนห้องโดยสารมีเทาดำนี้ ก็ช่วยให้มันดูแลรักษาง่าย และยังมาพร้อมกับฟังชั่นต่างๆที่เหมาะต่อการใช้งาน เริ่มตั้งแต่พวงมาลัยมัลติฟังชั่นไฟเรืองแสง ที่ให้ความสบายกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติสามารถแยก ซ้าย-ขวาได้ตามต้องการ ทั้งยังมากับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะ แต่ทีเด็ดของ Honda CR-V ใหม่ที่สำคัญ คือฟังชั่นการพับเบาะแบบครั้งเดียว หรือ One motion ที่สามารถแยกพับได้ 60/40 เหมือนเคย

ฝั่งเชฟวี่ เรื่องความหรูหราก็ยังจัดเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ CR-V อาจจะเปี่ยมด้วยความสปอร์ตของตัวรถ โดยเฉพาะภายในห้องโดยสาร แต่ใน Captiva เอง ก็มุ่งเน้นในการอำนวยฟังชั่นความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่เบนเข็มไปยังระดับพรีเมี่ยมมากกว่า

หากเทียบจากเดิมแล้วการปรับแต่งฟังชั่นต่างๆมากมาย ทำให้ Captiva มีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร เช่นเดียวกันการปรับการตบแต่งไปในโทนหรูแอบสปอร์ต ก็ให้เสน่ห์ที่ลงตัวมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยฟังชั่นที่่เพิ่มอารมณ์การทำงานนี้เอง ที่ทำให้รถยนต์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายรายการที่สำคัญ เช่น ระบบ HVAC ที่ให้อำนาจในการควบคุมที่พวงมาลัยในระบบปรับอากาศ รวมถึงแผงควบคุมอัจฉริยะในการขับขี่ ที่คอนโซลกล่าง เบรคมือแบบไฟฟ้าที่ช่วยในเรื่องของการตอบสนอง และที่เด่นกว่า คือเบาะนั่งที่รองรับได้สุงสุด 7 ที่นั่ง ในแบบ 5+2 ทั้งยังสามารถปรับพับได้ในฝั่งคนขับ และเครื่องเสียงคุณภาพ ด้วยการให้ระบบ 3D Sound Staging ถือเป็นความล้ำที่ยังไม่มีใครให้มา



ขุมพลังใกล้เคียง เน้นความสามารถ E85

เมื่อมองทางด้านความสามารถในการขับขี่โดยเฉพาะเครื่องยนต์นั้น เพื่อให้เท่าเทียมกันเราจึงต้องตัดรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลของ Chevrolet Captiva ออกไปเพื่อให้ความเสมอภาคในการเปรียบเทียบ แต่นั่นก็หมายความว่า มันมีทางเลือกมากกว่าหากคุณต้องการ

ตั้งแต่เปิดตัวมา Chevrolet Captiva สร้างจุดขายที่โดดเด่นในตลาดรถยนต์ด้วยการเป็นรถรุ่นแรกในตลาดอเนกประสงค์ที่สามารถใช้น้ำมันแบบ E85 ได้ ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญอย่างมาก และช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้พอสมควร



การให้สมรรถนะที่แตกต่างนี้เอง จึงเป็นจุดขายที่สำคัญตั้งแต่แรกๆ ด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร เบนซิน ซึ่งการปรับแต่งให้เหมาะสมต่อน้ำมัน E85 นี้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแบบยกเครื่องใหม่ทั้งเซทในเรื่องระบบสั่งจ่ายน้ำมัน แต่มันก็ยังมีพละกำลังที่น่าสนใจจากตัวเลข 168 แรงม้า ที่ 5600 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 229 นิวตันเมตร ที่ 4600 รอบต่อนาที และยังมาพร้อมกับ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ Driver Shift Control ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการ

ด้าน CR-V ใหม่ ก็มาพร้อม 2 ทางเลือกสำหรับลูกค้า ด้วยการให้ความสามารถในพลังงานทางเลือกเหมือนกัน และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มี Honda CR-V ที่รองรับน้ำมันพลังงานทางเลือก E85 วางจำหน่าย โดยในการแนะนำครั้งนี้ยังกลับมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 และ 2.4 ลิตร ให้เลือกตามลำดับ

ในรุ่นเริ่มต้นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Honda ปรับสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยพละกำลังสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 190 นิวตันเมตรที่ 4800 รอบต่อนาที แต่ในขณะที่มันจะดูมีกำลังน้อยไปใน เวอร์ชั่นเครื่องยนต์ 2.4 ที่เท่ากันกับCaptiva ก็มีกำลังสูงสุดถึง 170 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 4300 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบควบคุม Grade logic ให้ความลงตัวในแง่ของความชาญฉลาดในการใช้งาน



ถ้ามองเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 จะพบว่า พละกำลังเครื่องยนต์ตลอดจนแรงบิดของรถ Captiva และ CR-V ใหม่ นั้น มีความแตกต่างกันน้อยมาก โดยสิ่งที่แตกต่างและดูจะโดดเด่นคือเรื่องของระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ ที่มีความแตกต่างในเรื่องจำนวนอัตราทด ระหว่าง 5 และ 6 สปีด แต่เมื่อมองถึงอัตราทดเกียร์ต่ำสุดของรถ กลับพบว่า CR-V กลับมีอัตราทดที่ต่ำกว่าที่ 0.566 ในรุ่นท๊อปที่มีพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ แต่ Captiva กลับมีอัตราทดเพียง 0.746 เท่านั้น

ประหยัดพอกัน..ที่เหลืออยู่ที่ชอบ

ความแตกต่างทางด้านวิศวกรรมที่น้อยนำมาสู่บทสุดท้าย นั่นคือเรื่องของการขับขี่ แต่ด้วยความเข้าใจของหลายคนว่าจำนวนเกียร์ที่เยอะย่อมจะประหยัดกว่านั้น ก็ยังมีข้อเท็จจริงอยู่บ้างและ หลังจากได้ทดลองทั้งคู่เราก็ได้มาลองเปรียบเทียบกันดู

ตั้งแต่ที่ได้ไปลอง Captiva มา ความประทับใจของรถรุ่นนี้ถือว่าทำได้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยฟีลลิ่งการขับขี่สไตล์รถอเมริกันแท้ที่เน้นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ทำให้รถขับง่ายๆ แม้จะเป็นคันใหญ่ก็ตาม จนน่าจะเรียกได้ว่า มันเป็นรถที่ครบเครื่องอย่างแท้จริง



เคล็ดลับของเชฟวี่ในการปรับให้รถมีสมดุลมากขึ้นนั้น อยู่ที่ฟังชั่นการขับขี่ที่เพียบพร้อมครบครันมาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆที่มากมาย ยาวเป็นหางว่าวตั้งแต่ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค เอบีเอส ,ระบบกระจายแรงเบรก ,ระบบช่วยเบรค,ระบบป้องกันการลื่นไถล , ระบบช่วยออกตัวในทางชัน และ ระบบควบคุมการทรงตัว ซึ่งทั้งหมดถูกปรับให้เข้ากับรถ และช่วยเหลือมากในการใช้งาน จนเรียกว่าเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับค่ายรถยนต์เจ้านี้ให้แตกต่าง

แม้จะมีระบบต่างเขามาช่วยเหลือมากมาย แต่ โดยรวมเรื่องระบบกันสะเทือนของระบบกันสะเทือน Chevrolet Captiva เน้นการให้ความหนักแน่นในการขับขี่ และมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่ามีผู้โดยสารมากหรือน้อย โดยเฉพาะระบบ Self Levelizer ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้รถมีสมดุลที่ดีในการขับขี่ และฟังชั่น Driver Shift Control ก็ช่วยให้มั่นใจยามเปลี่ยนเกียร์



ทางด้าน CR-V ใหม่ ก็มีระบบช่วยเหลือการขับขี่มากมายไม่แพ้คู่แข่ง แต่ในขณะที่ Honda เอง ปรับให้รถเน้นไปในทางความประหยัดมากขึ้น ก็เสริมฟังชั่น Econ ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างประหยัดมากยิ่งขึ้น โดยในรุ่น 2.0 เคลมอัตราประหยัดที่ 12.2 ก.ม./ลิตร และรุ่น 2.4 เคลมอัตราประหยัดที่ 11 ก.ม./ลิตร

การเน้นย้ำในความแตกต่างของ CR-V ใหม่นี้ ดูจะเป็นการพุ่งเป้าไปที่การปรับแต่งระบบช่วงล่างให้สามารถตอบสนองได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการพัฒนาช่วงล่างมากขึ้นกว่าเดิม 10 % ตามคอนเซปต์ Super CR-V ที่เน้นย้ำในการให้ประสิทธิภาพและสมรรถนะการขับขี่ที่เยี่ยมยอดมากขึ้น

จากที่ได้ขับขี่มาทั้ง 2 รุ่น Captiva จะเน้นการให้ความนิ่มนวลในการขับขี่มากกว่า ในขณะที่ CR-V จะเน้นความแน่น และแม่นยำในการขับขี่มากกว่าด้วย ออพชั่นที่เน้นไปในการเรื่องของการปรับแต่งให้มีความสามารถที่ลงตัวในขณะที่ การตอบสนองของเครื่องยนต์ Captiva ก็ค่อนข้างดีกว่า เนื่องจากมี 6 เกียร์ ทำให้มีอัตราทดชิดกันระหว่างเกียร์มากกว่า ในขณะที่ CR-V มีอัตราทดเกียร์น้อยกว่าทำให้มีการกระโดดเกียร์มากกว่า และในบ้างครั้งที่คิกดาวน์ จากที่ได้ทดลองขับมามันมีความแตกต่างกัน พอสมควร

แม้ทั้งรถอเนกประสงค์ทั้ง 2 รุ่นนี้อาจจะมีความเหมือนกันในแง่คอนเซปต์ที่วางเอาไว้เพื่อดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันก็ส่งให้รถอเนกประสงค์นั้นมีดีกรีที่ต่างและทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่คุรเลือกว่า รุ่นไหน จะเหมาะกับความเป็นคุณมากกว่า

เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง
อ่านบททดสอบเพิ่มเติมได้ที่นี่

บททดสอบ Chevrolet Captiva 2.4 เบนซิน
บททดสอบ Honda CR-V 2012 2.4 EL
เรื่องโดย ทีมงาน Sanook! Auto

Saturday, November 10, 2012

ตารางผ่อนรถ chevrolet sonic

ตารางผ่อนรถ chevrolet sonic เป็นตารางผ่อน ของราคารุ่นล่างสุดและรุ่นท็อปสุด ราคาอยู่ในช่วง 548,000 - 687,000 บาท โดยแบ่งได้เป็นสองรุ่นใหญ่ๆคือ 4 ประตูแบบซีดาน และ ห้าประตู สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับรถ chevrolet sonic ได้ที่นี่เวปไซต์ของเชฟโลเล็ตได้เลย chevrolet


ราคารถใหม่ Chevrolet Sonic

Chevrolet Sonic NB ซีดาน 4 ประตู
NB 1.4 LS MT 548,000
NB 1.4 LS AT 578,000
NB 1.4 LT MT 588,000
NB 1.4 LT AT 615,000
NB 1.4 LTZ AT 679,000

Chevrolet Sonic HB แฮทช์แบ็ค 5 ประตู
HB 1.4 LT MT 601,000
HB 1.4 LT AT 632,000
HB 1.4 LTZ AT 687,000

NB = น็อทช์แบ็ค 4 ประตู (ซีดาน)
HB = แฮทช์แบ็ค 5 ประตู
MT = เกียร์ธรรมดา 5 สปีด
AT = เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด







*ตารางผ่อนรถยนต์ เป็นราคาผ่อนรถกลาง ไม่ได้รับสิทธิ์หรือโปรโมชั่น
*สนใจโปรส่งเสริมการขายติดต่อที่โชว์รูมใกล้บ้านท่าน

สนใจตารางผ่อนรถคันอื่น ดูที่นี่

Tuesday, October 23, 2012

eco car น้องใหม่นามว่า Chevrolet Spark

รถอีโคคาร์ตัวล่าสุดเชฟโรเลต สปาร์ค Chevrolet Spark 2013

ยุคเศรษฐกิจแบบนี้หลายคนคงปฎิเสธไม่ได้ว่าเราต้องประหยัดกิน ประหยัดใช้กันเพื่อวันข้่างหน้าจะได้มีกินมีใช้ไม่ขัดสน และเรื่องสำคัญที่เราต้องนึกถึงเพราะมันกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่คนเราขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว นั้นก็คือพาหนะซึ่งทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพามันนั่นก็คือ รถยนต์ครับ สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหารถยนต์ขนาดเล็กหรือรถอีโคคาร์เอาไว้ใช้งาน แต่ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะถอยรุ่นไหนออกมาใช้งานดี เนื่องจากตลาดรถยนต์ตอนนี้ก็คึกคักซะเหลือเกิน บรรดาค่ายรถชั้นนำต่างก็พาเหรดปล่อยรถรุ่นใหม่ ๆ มาอยู่เรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี ทางค่ายเชฟโรเลตก็ไม่ยอมน้อยหน้าค่ายอื่น ๆ เลยจัดการอวดโฉมรถไซส์มินิ แต่คุณภาพกลับไม่เล็กเหมือนกับขนาดรถออกมาให้ได้ชมกันแล้วกับ "เชฟโรเลต สปาร์ค" Chevrolet Spark 2013







สำหรับเชฟโรเลต สปาร์ค 5 ประตูรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ทางเชฟโรเลตนั้นต้องการจะเจาะตลาดอเมริกาเป็นเป้าหมายแรก โดยได้ทำการปรับแต่งรูปโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยว ดูน่าขับมากยิ่งขึ้น เริ่มจากบริเวณด้านหน้ารถมีการปรับยกขึ้นเล็กน้อย เปลี่ยนโคมหน้าใหม่พร้อมไฟตัดหมอกดีไซน์เก๋ ส่วนกระจังหน้าก็จัดการปรับให้ต่ำลงเพื่อรับกับกันชนด้านข้างให้ดูลงตัวกว่าเดิม ในส่วนของไฟเบรก LED ด้านหลังดูกลมกลืนกับสปอยเลอร์ด้านหลังอย่างเหมาะเจาะทุกมุมมอง

ในส่วนของการตกแต่งภายในก็ยังคงความสวยงามแบบมีสไตล์เหมือนเช่นเคย เบาะหนังก็ทำมาจากวัสดุชั้นดี อีกทั้งห้องโดยสารก็ยังกว้างขวาง แม้ดูจากภายนอกอาจจะดูคับแคบไปสักหน่อย แต่รับรองว่าให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแน่นอน นอกจากนี้บริเวณแผงคอนโซลหน้ายังมีการปรับแต่งใหม่ รวมทั้งการตกแต่งอื่น ๆ อีกเล็กน้อย พร้อมเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่มากขึ้น


ด้านเครื่องยนต์จะมีให้เลือกทั้งขนาด 1.0 ลิตร ให้พละกำลัง 68 แรงม้า และขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลัง 82 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ทั้งสองชนิดนี้จะมีอัตรากินน้ำมันอยู่ที่ 20 กิโลเมตร/ลิตร และปล่อยมลพิษไอเสียแค่ 118 กรัม/กิโลเมตร เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจเชฟโรเลต สปาร์ค รุ่นนี้ คงต้องรอลุ้นกันยาว ๆ ว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายภายในบ้านเราหรือไม่ ซึ่งถ้าหากมีข่าวคราวความคืบหน้าใด ๆ เราจะรีบนำมาเสนอให้ทราบทันทีครับ















ที่มา http://www.rakcar.com

Thursday, October 4, 2012

Volt มาแรง ซิวยอดขายชนะ LEAF

ตลาดนี้อาจจะยังไม่มาในบ้านเราเลย แต่เมื่อพูดถึงรถยนต์ประเภทใช้ไฟฟ้า ค่ายรถยนต์หลายเจ้าต่างก้สนใจในรถยนต์ที่ให้ความสะอาดรักษ์โลกประหยัดน้ำมัน ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ชั้นสูง และในอเมริกามันก็ดูเมือนค่ายรถยนต์ประจำบ้านจะมีชัยปใน Chevrolet Volt



ค่ายโบว์ไทนเพิ่งรายงานตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนที่ผ่านมา และในเดือนสิงหาคมนี้ด้วยยอดขายที่สูงถึง 2,851 คัน ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์เจ้านี้ขายได้เพียง 723 คันเท่านั้น ซึ่ถือเป็นการก้าวกระโดที่สำคัญของค่ายรถยนต์เชฟโรเล็ตเอง

สื่อรถยนตืในต่างประเทศ Motorspices ได้รายงานว่า การก้าวกระโดดครั้งนี้เป็นไปตามกระแสการปรับปรุงโฉมรถยนต์ Chevrolet Volt ใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้นด้วยหลากลูกเล่นในรุ่นปี 2013 ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นนี้ดีขึ้น อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดีในส่วนของคู่แข่งที่สำคัญในตลาดกลุ่มนี้ก็ไม่พ้นในส่วนของรถยนต์ Nissan LEAF ที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ Nissan กลับทำยอดขายไปได้เพียง 984 คัน เท่านั้น

เรื่องโดย ทีมงาน Sanook! Auto

Friday, August 17, 2012

ใหม่ Chevrolet Trax มาแล้วววววววว

หลังจากเปิดตัวโซนิคไปแล้ว เชฟโลเลตไม่รอช้าจึงได้เปิดตัว เชฟโรเลต แทรกซ์ เอามาให้ขา SUV ต้องน้ำลายไหล เชฟโรเลต เตรียมเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ “เชฟโรเลต แทรกซ์” รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก ที่มาพร้อมกับความหรูหรา ล้ำสมัย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล เหมาะทุกสภาพการใช้งาน โดยจะทำการเปิดตัวครั้งแรกที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ ปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

แทรกซ์ รถเอสยูวีขนาดเล็ก ที่จะออกมาทำตลาดเคียงข้างกับรถเอสยูวี ที่เปี่ยมด้วยสไตล์เฉพาะตัวอย่างแคปติวา โดยมีมิติตัวถัง ขนาดยาว 4,248 มม. ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,555 มม. มาพร้อมกับเส้นสายภายนอกที่ทรงพลังให้ความปราดเปรียว และพร้อมที่จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โลโก้โบว์ไทสีทองโดดเด่นอยู่บนกระจังหน้า แบบสองชั้น ทำให้แทรกซ์ สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของเชฟโรเลต ได้อย่างชัดเจน

 

แทรกซ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 3 ขนาด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อออนดีมานด์ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.4 ลิตร เทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซินความจุ 1.6 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 1.7 ลิตร สำหรับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบ ที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด จะให้พละกำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร ซึ่งเกียร์ธรรมดาจะมาพร้อมกับระบบสตาร์ท และดับเครื่องยนต์ (Start/Stop) ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด จะมีเฉพาะในรุ่นเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบ และ 1.7 ลิตร ดีเซล ซึ่งให้พลังสูงสุดอยู่ที่ 130 แรงม้า



แทรกซ์ มีพื้นที่ภายในกว้างขวางรองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง ให้ความสะดวกสบาย ด้วยตำแหน่งเบาะนั่งที่ค่อนข้างสูง สามารถพับแบบแยกส่วนได้ 60/40 ขณะที่เบาะหน้าด้านคนนั่ง สามารถพับให้แบนราบได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ขณะเดียวกัน ยังสามารถเลือกใช้เบาะแบบ 8 ที่นั่ง ซึ่งตอบสนองการขับขี่ทุกรูปแบบ ทั้งการเดินทางทั้งครอบครัว และไลฟ์สไตล์ พร้อมกับมีศักยภาพลุยเส้นทางออฟโรด

นอกเหนือจากนี้ แทรกซ์รุ่นสูงขึ้นมา ติดตั้งระบบเชฟโรเลต มายลิงค์ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นระบบอินโฟเทนเมนท์ ที่ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน แสดงผลผ่านหน้าจอสีความละเอียดสูง พร้อมระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว โดยในช่วงปลายปีนี้มายลิงค์ จะรองรับระบบนำทาง ที่สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ทางสมาร์ทโฟน โดยจะคำนวณเส้นทางผ่านสมาร์ทโฟนก่อนแสดงผลผ่านหน้าจอสัมผัส
สำหรับความปลอดภัย แทรกซ์ มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยพร้อมสรรพ อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 ลูก ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TC) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก (EBD) ขณะที่ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะลากจูง (TSA) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น LT

ทั้งนี้ การเปิดตัว แทรกซ์ เอสยูวี ขนาดเล็ก ของเชฟโรเลตในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเชฟโรเลต คือบริษัทผู้บุกเบิกรถอเนกประสงค์เอสยูวี “ซับเออร์แบน แคร์รี่ออล” คันแรกของโลกเมื่อ 75 ปีก่อน ซึ่งแทรกซ์ เป็นหนึ่งในผลลัทธ์ที่เกิดจากความสามารถที่อยู่ในแก่นแท้ของเชฟโรเลต นั่นคือการสร้างสรรค์และจำหน่ายรถเอสยูวีคุณภาพเยี่ยม สำหรับในประเทศไทยคงอีกไม่นานเกินรอ !!

www.naewna.com/business/18519

Thursday, July 26, 2012

สุดยอด !!! เมื่อเชฟโลเลตจับมือกับหงส์ลิเวอร์พูล

เห็นแบบนี้แล้วขนลุกอ่ะครับ ><




เชฟโรเลต ประกาศข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 ปีเต็ม

การเป็นพันธมิตรระหว่างเชฟโรเลตและลิเวอร์พูล ครอบคลุมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และรายการฟาดแข้งในยุโรปจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูกาล 2015/2016 โดยแบรนด์เชฟโรเลตจะได้รับการเผยแพร่ในสนามแอนฟิลด์ ในบทความต่างๆ ของสโมสรทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และบนโลกออนไลน์ รวมถึงบนเว็บไซต์สำหรับแฟนบอล นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดึงนักเตะของสโมสรเข้าร่วมกิจกรรมการตลาดต่างๆ อีกด้วย

เชฟโรเลต ยังเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล ซึ่งลิเวอร์พูลลงฟาดแข้งกับสโมสรโตรอนโต เอฟซี ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับนัดต่อไป ลิเวอร์พูลจะลงเตะกับสโมสรโรม่า จากอิตาลี ที่สนามเฟนเวย์ปาร์ก ในเมืองบอสตัน ก่อนที่จะดวลกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ที่สนามในเมืองบัลติมอร์

คริส เพอร์รี่ รองประธานฝ่ายการตลาด เชฟโรเลต โกลเบิล กล่าวว่า “แฟนบอลลิเวอร์พูล ทั่วทุกมุมโลกขึ้นชื่อลือชาอย่างมากในความรักอันเหนียวแน่นที่มีต่อสโมสร ซึ่งความร่วมมือระหว่างลิเวอร์พูลและเชฟโรเลตนั้น จะขยายเกินกว่ากรอบการเป็นพันธมิตรแบบเดิมๆ แต่จะเป็นการเข้าถึงแฟนบอลมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งที่เราทำจะมีเป้าหมายสำคัญ คือการนำแฟนฟุตบอลของสโมสรให้เป็นศูนย์กลางของเกมการแข่งขัน”

ด้านเอียน ไอร์ ผู้อำนวยการบริหารสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล กล่าวว่า “เชฟโรเลต มีหลายสิ่งเหมือนกับสโมสรของเรา นั่นคือการมีประวัติศาสตร์อันล้ำค่า ยิ่งใหญ่ยาวนาน เป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตในระดับโลก และการร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้สะท้อนถึงมนต์เสน่ห์ของลิเวอร์พูล ในระดับสากล”

“การเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ระดับโลกอย่างเชฟโรเลต จะช่วยรับรองการเติบโตและความสำเร็จของสโมสรในระยะยาวทั้งในสนามและนอกสนาม เราจะร่วมงานกับเชฟโรเลต อย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าถึงและสร้างสัมพันธ์กับแฟนบอลของเราซึ่งมีความหลงใหลและมีความรู้มากที่สุดสโมสรหนึ่งในโลกให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น” เอียน ไอร์ กล่าว

คำบรรยายภาพ: (จากซ้ายไปขวา) โจ โคลล์ แดเนียล แอกเกอร์ เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ มาร์ติน สเคอร์เทล สุดยอดนักเตะทีมลิเวอร์พูล ถ่ายภาพร่วมกับเชฟโรเลต ครูซ ยานยนต์ระดับโลก ในโอกาสที่เชฟโรเลต ประกาศข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 ปีเต็ม

เกี่ยวกับ เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 โดยเป็นหนึ่งในเครือของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินงานในฐานะเป็นผู้ทำตลาดยานยนต์ที่ผลิตขึ้นภายใต้ชื่อและสัญลักษณ์ ทางการค้า “เชฟโรเลต” เริ่มต้นจาก เชฟโรเลต ซาฟิร่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบุกเบิกตลาดรถยนต์เอนกประสงค์รายแรกของประเทศไทย โดยยานยนต์ที่จัดจำหน่ายในปัจจุบัน ได้แก่ เชฟโรเลต ครูซ เชฟโรเลต อาวีโอ เชฟโรเลต อาวีโอ ซีเอ็นจี เชฟโรเลต แคปติวา เชฟโรเลต โคโลราโด ใหม่ รวมไปถึง เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นยานยนต์คุณภาพ ทั้งในด้านความปลอดภัย สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม การออกแบบอันโดดเด่น ความคุ้มค่า และความเป็นผู้นำด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง อันเป็นการตอบรับวิสัยทัศน์ในการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก

เกี่ยวกับสโมสร ลิเวอร์พูล
ก่อตั้งในปี 1892 ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในโลก คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกอังกฤษมาแล้ว 18 สมัย เอฟเอคัพ 7 สมัย ลีกคัพ 8 สมัย และฟุตบอลสโมสรยุโรป อย่าง ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ 3 ครั้ง และการแข่งขันฟุตบอลการกุศล แชร์ริตี้ชิลด์อีก 15 ครั้ง ลิเวอร์พูลเป็นแบรนด์ฟุตบอลระดับโกลเบิล ร่วมงานกับพันธมิตรชั้นนำทั่วโลกเพื่อดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์คู่ขนานกัน ขณะที่ในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ลิเวอร์พูล ภาคภูมิใจที่ได้มีบทบาทเชิงรุกในการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน โดยมีโครงการต่างๆมากกว่า 20 โครงการในแต่ละปี ทั้งในด้านการศึกษา กิจกรรมเพื่อสังคม สุขภาพ และการพัฒนาด้านกีฬา ความมุ่งมั่นในการสนับสนุนสังคมของลิเวอร์พูล ทำให้สโมสรได้รับรางวัล Community Mark จากองค์กรเพื่อการกุศล Business In The Community

บทความจาก

 
Powered by Blogger.