Showing posts with label take care. Show all posts
Showing posts with label take care. Show all posts

Thursday, February 14, 2013

การเปลี่ยนยางรถยนต์

เชื่อว่าหลายคน คงไม่เคยเปลี่ยนยางรถยนต์ด้วยตัวเอง อาศัยไปให้ร้านเขาเปลี่ยนให้ แต่เรื่องแบบนี้ อาจจะต้องลงมือเองสักวันนึง หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ไว้บ้างก็ไม่เป็นไร วันนี้ผมเอาวิธีเปลี่ยนยางรถยนต์มาฝากเพื่อนๆไปดูกันครับ ว่ามีขั้นตอนกันอย่างไรบ้าง



สิ่งที่ต้องมี - ยางสำรอง ประแจถอดน็อตล้อ / คีม แม่แรง แผ่นพลาสติก
แผ่นป้ายฉุกเฉินเวลาตอนกลางคืน

เรามาดูขั้นตอนกันครับ
1. เมื่อรถยางแบน ควรหาที่จอดให้ปลอดภัยที่สุด
2. เตรียมอุปกรณ์ที่มีมาให้พร้อม วางลงบนแผ่นพลาสติก
3. หมุนน็อตล้อที่ยางออก แนะนำให้หมุนก่อนยกล้อด้วยแม่แรง เพราะจะทำให้น็อคตไม่หมุนตามล้อ
4. เอาแม่แรงใส่ไว้ใต้ท้องรถ แล้วยกรถขึ้นให้สูง 2-3 นิ้ว เพื่อให้สะดวกกับการถอดล้อ
5. ถอดล้อ
6. เปลี่ยนใส่ยางอะไหล่แทน ใส่น็อตให้ครบและหมุนให้แน่น
7. ผ่อนรถลงมา และหมุนน็อตให้แน่ใจอีกครั้ง
8. เริ่มเดินทางต่อ ไม่ต้องขับไวมาก และต้องรีบหาร้านปะยางให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะปะยางรถให้สมบูรณ์



Friday, January 11, 2013

ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ไปเจอบทความนี้จากเวปไซต์ กรมการขนส่งทางบก เห็นว่าเข้าใจง่ายดีเลยเอามาเก็บไว้เป็นความรู้เผื่อเพื่อนๆมาค้นเจอครับ ขับรถยังไงให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 



1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์

2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน

3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ

4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว

5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน

6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย

7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง

8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย

9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้องอุ่นเครื่องก็ได้

10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย

11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ

12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน

13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ

15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติ ถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐาน สำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น

16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก

17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน

ที่มาจาก กรมขนส่งทางบก

Thursday, January 3, 2013

ยกเลิกเบนซิน 91 ไปทำไงดี ?

5 ทางออกรถเก่า เมื่อยกเลิกเบนซิน 91

ในช่วงปีที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ครึกโครมในวงการรถยนต์อาจจะเทใจไปให้โครงการ "รถยนต์คันแรก" ของภาครัฐบาลที่ออกมาเอาใจประชาชน แต่ในขณะที่หลายคนกำลังตื่นเต้นกับว่าที่รถใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่บ้าน รถยนต์หลายคันก็อาจจะกำลังประสบปัญหา เมื่อมีการประกาศยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 อย่างเป็นทางการ

ทหารหยุดเดินสายการกลั่นน้ำมันเป็นการส่งสัญญาณว่างานนี้เอาจริงแน่ หลังจากที่เคยเป็นข่าวครึกโครมกันมายาวนานด้วยแนวคิดที่อยากให้คนหันไปใช้น้ำมันพลังงานทางเลือกมากขึ้น และเมื่อเวลามาถึงคุณควรจะเตรียมพร้อมในการปรับตัวกับน้ำมันใหม่



1.รู้จักรถ ... โดยมากรถส่วนใหญ่ โดยมากรุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี 1995 ขึ้นมา นั้นจะมีความสามารถในการใช้พลังงานทางเลือกแก๊สโซฮอล์อยู่เป็นทุนเดิมโดยที่ไม่คุณอาจจะไม่รู้ ซึ่งโดยมากมันก็คือรถที่มีเครื่องยนต์หัวฉีดนั้นแหละสามารถใช้ได้อย่างไรปัญหา แต่ก็อาจจะต้องมีการปรับแต่งบ้าง

2.เปลี่ยนชนิดน้ำมัน บางทีน้ำมันเบนซิน 91 อาจจะลาจาก แต่ไม่ใช่กับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ยังสามารถหาเติมได้จากบางปั้มน้ำมัน แต่อาจจะต้องยอมรับว่าน่าจะมีจำนวนน้อยลง การเปลี่ยนชนิดน้ำมันนั้น ในข้อเท็จจริงก็ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ กับระบบเครื่องยนต์อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะโดยมาก เราจะได้ยินการแนะนำให้เติมน้ำมัน คือความต้องการขั้นต่ำของน้ำมันที่ควรเติม ดังนั้นถ้าหันไปเติมเบนซิน 95 ก็ไม่ต้องกังวล ไม่มีปัญหาใดๆ แต่แน่นอนว่าจะเจอราคาที่ช๊อก



3.ปรับระบบน้ำมัน ปัญหาเรื่องแก๊สโซฮอลที่น่ากังวลไม่ใช่คุณสมบัติน้ำมัน แต่เป็นคุณสมบัติแอลกอฮอลล์ต่างหากที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนพอสมควร ทำให้อาจจะเป็นปัญหา งานนี้ข้อหลักคือระบบน้ำมันหรือระบบส่งน้ำมันแล้วแต่ใครจะเรียก ซึ่งปัญหามักอยู่ที่ถังน้ำมัน ซึ่งบางรุ่นที่เป็นเหล็กจะไม่สามารถทนแก๊สโซฮอลที่จะกัดถังจนเป็นสนิมได้ นี่ยัง รวมถึงท่อยางต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันท่อยางใหม่ๆสามารถทนแก๊สโซฮอลได้ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง รวมไปถึงพวกชุดซีลและโอริง ต่างๆ บางทีแวะไปให้ช่างจัดการเปลี่ยนจัดการในราคาไม่เท่าไรได้เช่นกัน



4.เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ แม้การจัดการระบบน้ำมันจะช่วยให้รถสามารถใช้งานต่อได้แต่มีบางรุ่นที่เครื่องยนต์เองก็ไม่สามารถรับได้กับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มคาร์บูเรเตอร์เอง ที่ต้องการปรับตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่บางครั้งปัญหาที่ว่านี้ก็ไม่ได้จบอย่างที่คาด เพราะ เครื่องยนต์คือเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมากในการปรับตั้ง ซึ่งวิธีจบปัญหาหนึ่งก็คือการที่เราเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งจะทำให้รถมีความสามารถนี้ขึ้นมาโดยปริยายทันทีที่เป็นระบบเครื่องยนต์แบบหัว และยังเป็นการบำรุงรถไปพร้อมกันด้วย

5.ติดแก๊ส อาจจะมองว่าเป็นทางออกที่สิ้นคิด แต่ให้ตายเถอะ การติดแก๊สคือแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากเกินไปนัก ทำให้การติดแก๊สอาจจะเรียกว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางเหนึ่งจากการเลิกพึ่งพาน้ำมัน แต่การติดแก๊สก็อาจจะแรกมาด้วยการดัดแปลงสภาพเล็กน้อย พร้อมกับภาระที่ต้องดูแลเครื่องยนต์มากยิ่งขึ้นในอนาคต ยิ่งใครที่ยังใช้เครื่องยนต์ดังเดิมที่มีอายุมานานกว่า17-18 ปีแล้ว ก็อาจจะมีโอกาสาพบข้อบกพร่องต่างๆมากขึ้น เมื่อหันมาใช้แก๊ส

ทั้ง 5 ทางออกนี้ถือเป็นประเด็นที่กำลังมีการพูดถึงกันไม่มากก็น้อยในหมู่คนที่กำลังได้รับผลกระทบจากการยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 ที่ยังมีเวลาอยู่อีกราวๆ 3 เดือน ก่อนที่น้ำมันนั้นจะหมดไปจริงๆ ซึ่งหมายความว่า ยังมีเวลาที่พอจะศึกษา แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องตัดสินใจให้ดีเสียก่อน 

ขอบคุณบทความ
auto.sanook.com/4763/5ทางออกรถเก่า-เมื่อยกเลิกเบนซิน-91/

รถคันแรกสำหรับคนเงินเดือนตั้งแต่ 15000 ขึ้นไป ก่อนและหลัง

เผอิญผมได้เห็นภาพที่แชร์มาจาก Facebook เห็นว่ามันดูเป็นสาระและเป็นเรื่องที่เพื่อนๆหลายๆคนคงจะเป็นแบบนี้ก็ได้ สำหรับตารางของคนมีรถคันแรก เงินเดือน 15000 20000 25000 บาทเพื่อนๆคนไหนเป็นบ้างครับ ผมคนนึงที่กำลังจะยกมือ แต่เผอิญผมขับรถมือสอง ถ้าดูจากตางรางอาจตัดค่าน้ำมันไปได้บางส่วน และค่าที่จอดรถสำหรับคนต่างจังหวัดที่ไม่ใช่ กทม แล้วเพื่อนๆเหลือเงินกันเท่าไหร่ครับ ?


Saturday, December 29, 2012

มีรถแล้วต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

เผอิญไปเจอบทวามจากเวปไซต์ไทยรัฐออนไลน์เห็นว่ามีประโยชน์เลยจะเอามาบอกเพื่อนๆต่อครับ เกี่ยวกับกการเป็นเจ้าของรถคันนึงหรือเรียกปัจจุบัน ณ ตอนนี้ว่ารถคันแรก ลองไปดูกันสิครับว่า การเป็นเจ้าของรถคันแรกนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 

รถคันแรก
โครงการประชานิยม ของ รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ต้องยกให้โครงการ “รถยนต์คันแรก” ที่รัฐบาลควักเนื้อ ลดภาษีสรรพสามิตให้คันละ 100,000 บาท เพื่อกระตุ้น “ต่อมอยาก” ให้คนที่ยังไม่เคยมีรถยนต์เป็นของตัวเอง ต้องไปซื้อรถยนต์มาขี่ โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา คุณสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า มีประชาชนไปยื่นขอใช้สิทธิ์แล้ว 1.095 ล้านคัน

คาดว่าเมื่อถึงนาทีสุดท้ายเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 31 ธันวาคม เป้าจะทะลุแบบถล่มทลาย 1.2 ล้านคัน รถบางยี่ห้อ เช่น ซูซูกิ สวิฟท์ มีกำหนดส่งรถให้ผู้ซื้อถึงปี 2557 โน่น แต่เดือนไหนยังกำหนดไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ต้องรอ 6-12 เดือน

รถยนต์คันแรก ที่ได้รับสิทธิ์ลดภาษีสรรพสามิตคันละ 100,000 บาท 1.2 ล้านคัน คูณออกมาก็เป็นเงินภาษี 120,000 ล้านบาท เอาเงินก้อนนี้ไปสร้างรถไฟใต้ดินและรถไฟฟ้าลอยฟ้าในกรุงเทพฯได้หลายสายเลยทีเดียว ขนคนได้มากกว่ารถยนต์ 1.2 ล้านคัน ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเท่า รถก็ไม่ติดวินาศสันตะโรอย่างที่เห็น ที่สำคัญยังช่วยลดการผลาญน้ำมันในแต่ละปีอีกมากมายมหาศาล

แต่ก็ช่างเถอะ อีก 3 วัน ก็หมดโครงการแล้ว

แต่ท่านที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกไปแล้ว เพราะถูกกระตุ้น “ต่อมอยาก” จากรัฐบาล ด้วยการให้ส่วนลดภาษี 100,000 บาท ฟรีๆนั้น ท่านรู้หรือไม่ว่า เมื่อมีรถยนต์แล้ว ท่านจะต้องมี “ค่าใช้จ่ายประจำ” อะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง นอกเหนือจาก เงินค่าผ่อนรถ และ ดอกเบี้ย เช่าซื้อรถยนต์คันแรก

ผมจะลองแยกให้ดูคร่าวๆแต่ละเดือนมีค่าใช้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

1.ค่าน้ำมันรถ อย่างประหยัดเดือนละ 2,000-3,000 บาท
2.ค่าทางด่วน เดือนละ 3,000 บาท (เฉลี่ยวันละ 2 เที่ยว ขาไป 45 บาท ขากลับ 45 บาท และเผื่อค่าทางด่วนไปทำอย่างอื่นด้วย)
3.ค่าที่จอดรถกลางวัน (ขับรถไปทำงานต้องมีที่จอดรถซึ่งต้องเสียค่าจอด)
4.ค่าเช่าที่จอดรถแถวบ้าน (กรณีบ้านไม่มีที่จอดรถ) เดือนละ 2,000 บาท

นี่แค่รายจ่ายประจำที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อมีรถยนต์เล็กๆหนึ่งคัน ก็เป็นหมื่นบาทต่อเดือนแล้ว ยังไม่นับค่าผ่อนรถ ค่าซ่อมรถ อีกต่างหาก

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000 บาท จากการเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรก จะทำให้เจ้าของรถที่มีกำลังเงินไม่พอจ่าย ต้องกลายเป็น NPL หรือ “หนี้เสีย” ในอนาคตอันไม่ไกลแน่นอน ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกส่วนใหญ่ก็รู้ตัวดี แต่อยากได้เงิน 100,000 บาท เมื่อได้เงิน 100,000 บาท แล้ว ก็อาจหักใจทิ้งรถให้เป็นหนี้เสีย วันนี้ไฟแนนซ์เช่าซื้อเองก็รู้ดี จึงได้เตรียมมาตรการยึดรถล่วงหน้าไว้แล้ว

ท่านผู้อ่านเชื่อไหม แม้วันนี้ยังไม่มีรถยนต์คันแรก แต่รถยนต์ทั่วไปก็ขายดิบขายดี จนรถติดเต็มถนนไม่มีที่วิ่ง การนำรถเข้าไปซ่อมในอู่หรือไปตรวจเช็ก จะต้องมีการ “จองใบคิวล่วงหน้า” ด้วยการ โทร.ไปจองคิวล่วงหน้า เป็นสัปดาห์เป็นเดือน แล้วแต่อู่และยี่ห้อรถ อู่บางแห่งต้องจองคิวเป็นเดือนกว่าจะได้คิว เมื่อได้คิวแล้วจึงนำรถไปเข้าอู่ได้ ส่วนจะซ่อมอีกกี่วัน ก็แล้วแต่คิวทางอู่อีก ใครมีรถหนึ่งคัน ถ้ารถเสีย ต้องรอซ่อมเป็นเดือน

ผลจากโครงการประชานิยม “รถยนต์คันแรก” ยังทำให้ “คิวทำใบขับขี่” ของ กรมการขนส่งทางบก ต้องต่อแถวกันยาวเหยียดทุกวัน เพราะคนที่ซื้อรถยนต์คันแรก ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ เพราะไม่เคยขับรถยนต์ เพิ่งจะไปหัดขับเมื่อจองรถและไปขอทำใบขับขี่ จะรู้กฎจราจรหรือไม่รู้ เพราะเจ้ารถยนต์คันแรกเป็นล้านคน คงหาโรงเรียนสอนขับรถขนาดนี้ได้ยาก ได้แต่สอนกันเองงูๆปลาๆ แล้วก็ไปขอทำใบขับขี่

เพราะฉะนั้น ฟันธงได้เลยว่า ปีหน้าอุบัติเหตุบนท้องถนนจะบานฉ่ำ จาก มือใหม่หัดขับ เจ้าของรถยนต์คันแรก 1.2 ล้านคัน โครงการประชานิยมทุกโครงการ แม้ภายนอกจะดูดี แต่เนื้อในกลับมีผลร้ายมากมายซ่อนอยู่เสมอ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”
ที่มาของบทความ
http://www.thairath.co.th/column/pol/thai_remark/316329

อ่านแล้วลองคำนวณค่าใช้จ่ายกันนะครับ

Tuesday, December 11, 2012

การดูแลรักษาระบบเบรค

หน้าที่ของเบรก คือ การหยุดรถหรือทำให้การเคบื่อนไหวของรถช้าลงตามความต้องการ
ตลอดเวลาขับขี่ ฉะนั้นเบรกจึงต้องทำการหยุดรถได้แน่นอนและรวดเร็วตลอดเวลา
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทางทรัพย์สินและชีวิต

เบรกในปัจจุบันนี้นิยมใช้กันอยู่ 2 ประเภท

1. ดรัมเบรกเป็นระบบเบรกรุ่นเก่าที่ยังมีใช้อยู่ในรถเก๋งบางรุ่น
ในส่วนของดรัมเบรกจะมีลักษณะเป็นแผ่นเบรกสองแผ่นดันบริเวณกระทะเบรกเพิ่ม
ความเสียดทาน เพื่อช่วยในการหยุดรถ หรือชะลอรถ
การใช้ดรัมเบรกจะใช้ครบทั้ง 4 ล้อในตอนแรก
และล้อมั้ง 4 ล้อในวงจรเบรกจะทำงานอย่างสัมพันธ์กัน

2. ดิสก์เบรก
เป็นระบบเบรกที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน อาจจะเป็นระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ หรือ
เบรก 2 ล้อหน้าเป็นดิสก์เบรก 2 ล้อหลังเป็นดรัมเบรก
ระบบการทำงานของดิสก์เบรกจะแยกทำงานกันคนละส่วนเป็นอิสระต่อกัน
ระบบนี้เป็นระบบในรถรุ่นใหม่ รถรุ่นเก่ายังคงเป็นระบบที่ทำงานร่วมกัน


หลักใหญ่ที่จะทำให้เบรกมีประสิทธิภาพ คือ
น้ำมันเบรกเป็นส่วนสำคัญนับจากชิ้นส่วนอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน
ในระบบเบรกระดับของน้ำมันเบรกจะมีส่วนคล้ายกับระบบของน้ำมันเครื่อง
คือต้องพยายามคอยดูแลไม่ให้ลดลงกว่าระดับมาตรฐานที่วางไว้ ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ
น้ำมันเบรกนี้จะมีขายอยู่ตามปั้มน้ำมันทั่วไป คุณภาพในแต่ละยีห้อนั้นใกล้เคียงกัน
อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มา นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด

การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก
น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการเบรก ฉะนั้นจึงควรตรวจสอบให้อยู่ในระดับ
ที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไปจนหมดหรือ
เหลือน้อยการเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์

2. ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก ให้เช็กระดับของน้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน 

ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN
ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX
เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง
ซึ่งน้ำมันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้

3. ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาด
เพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไป ซึ่งอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้

4. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2

5. ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิด
ถ้วยน้ำมันเบรกด้วย มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น
ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติมแบบเดียวกัน

การดูแลรักษาระดับน้ำมันเบรกและเติมน้ำมันเบรกให้ดูทุกๆ 3 วัน อย่าทิ้งให้นาน
เพราะปริมาณน้ำมันเบรกจะลดลงในการใช้งานทุกครั้งจึงต้องหมั่นดูแล

ข้อควรระวัง
น้ำมันเบรกสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ฉะนั้นเมื่อทำหกหรือหยดลงบริเวณตัวถังรถ
รีบเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยไว้เพราะจะทำให้สีถลอกได้
และห้ามวางขวดน้ำมันเบรกบนฝากระโปรงรถอย่างเด็ดขาด

น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ
เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 กิโลเมตร
จนถึง 40,000 กิโลเมตร จึงถ่าย น้ำมันเบรกเก่าออกแล้วเติมน้ำมันเบรกใหม่ลงไปแทนที่

สำหรับในส่วนของผ้าเบรกจากเบรกนั้น
ยกให้เป็นหน้าที่ของช่างตรวจสภาพเมื่อครบตามเวลาหรือระยะทางที่กำหนดมาให้
ในคู่มือรถยนต์ เพราะเป็นส่วนที่ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

เบรกมือ คือ เบรกที่ใช้ช่วงรถจอดสนิทหรือขณะที่รถขึ้นสะพานแล้วรถติดหรือทางลาดชันและ
รถติดอีกเช่นกัน ระบบเบรกมือนี้จะเป็นกลไกที่จะไปล็อกล้อหลังไม่ให้เคลื่อนที่

เบรกมือจะอยู่บริเวณเกียร์ คืออยู่ถัดจากเกียร์ลงมาทางด้านหลังในกรณีของรถเก๋ง
และอยู่บริเวณข้างพวงมาลัยรถในกรณีของรถบรรทุกเล็กและรถตู้

การดูแลรักษาเบรกมือไม่มีอะไร เพราะไม่มีส่วนที่ต้องคอยดูแล เพียงแต่เมื่อใส่เบรกมือ
แล้วเวลาจะออกรถอย่าลืมปลดเบรกมือด้วย จะสังเกตได้จากไฟเบรก
ซึ่งจะทำระบบเบรกทางล้อหลังเสียได้ แต่รถยนต์บางรุ่นถ้ารถไม่ได้ปลดเบรกมือ
รถยนต์จะไม่วิ่งจนกว่าจะปลดเบรกมือให้เรียบร้อยเสียก่อน

การใช้เบรกมือที่มีตำแหน่งอยู่บริเวณใต้พวงมาลัยให้ด้ามจับเบรกมือขึ้นมาจนสุดเช่นกัน
แล้วหมุนไปทางขวาสูงสุด เวลาปลดก็ให้หมุนมาทางซ้ายและกด เช่นกัน

เรื่องน่ารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเบรก
เบรกแบบดิสก์หรือแบบจานจะมีประสิทธิภาพการเบรกได้ดีกว่าเบรกแบบดรัม
หรือแบบกระทำรถโดยทั่วไป นิยมใช้เบรกทั้งสองร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหาที่ระบบเบรก
เกิดเสียขึ้นมาส่วนใดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ยังสามารถทำงานได้

ข้อมูลจาก : http://benznk.com/motortech28.html
ที่มา : นิตยสารตลาดรถ คอลัมน์รักษ์รถ

Tuesday, November 6, 2012

วิธีการขับรถเกียร์ Auto แบบปลอดภัย


วิธีใช้เกียร์อัตโนมัติอย่างปลอดภัย สั้นกระชับและตรงประเด็น บทความนี้ไม่ได้แนะนำ
ถึงวีธีการใช้เกียร์ อัตโนมัติให้เต็มประสิทธิภาพ แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยเฉพาะ
ส่วนในกรณีที่นักแสดงดังเสียชีวิต ไม่ว่าจะมีผลสรุปเป็นเช่นไร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้
เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่า ไม่มีผู้อื่นขับ และรถยนต์ไม่มีความบกพร่อง



ตำแหน่ง R ต้องตั้งใจเข้า
สำหรับรถยนต์รุ่นที่มีร่องคันเกียร์แนวตรงและมีปุ่มกดที่หัวเกียร์
การเข้าเกียร์ไปยังตำแหน่งเกียร์ถอย-R ทั้งจากเกียร์จอด-P หรือจากเกียร์ว่าง-N
รถยนต์ทุกรุ่นที่เกียร์เป็นร่องตรง ต้องมีการกดปุ่มที่หัวเกียร์
และบางรุ่นต้องเหยียบเบรกพร้อมกับกดปุ่มที่หัวเกียร์ ถึงจะเลื่อนไปยังเกียร์ถอย-R ได้

หากไม่ทำเช่นนั้น จะไม่สามารถเลื่อนคันเกียร์ได้ เพราะมีสลักล็อกอยู่
แม้จะใช้ 2 มือดันสุดแรง ถ้าสลักไม่หัก ก็เลื่อนไม่ได้แน่ๆ
ในกรณีของนักแสดงกับแลนเซอร์ ซีเดีย นี้เป็นหัวเกียร์แบบมีปุ่ม
การเข้าเกียร์ถอย-R ต้องมีการกดปุ่ม เกียร์จะดีดเองจาก P หรือ N ไป R ไม่ได้

เกียร์คร่อมตำแหน่ง P-R หรือ N-R
การเลื่อนคันเกียร์ไปมาระหว่างแต่ละตำแหน่ง มีระยะห่างกันก็จริง แต่ก็น้อยมาก
การคาคันเกียร์คร่อมอยู่ระหว่าง 2 ตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ในกรณีของนักแสดงกับแลนเซอร์ซีเดีย ที่หลายคนเดาว่า ก่อนลงจากรถยนต์ไปเปิดประตู
มีการเข้าเกียร์คร่อมตำแหน่ง P-R หรือ N-R ไว้ แล้วพอมีแรงสะเทือนก็ทำให้เกียร์ดีดเข้า
R รถยนต์ก็เลยไหลได้ มีโอกาสเกิดขึ้น น้อยมาก และถ้าจริงๆแล้วคันเกียร์คร่อมตำแหน่งอยู่
ก็ต้องถือว่าเป็นความผิดของคนไม่ใช่รถยนต์
ดังนั้น ไม่ว่าในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์หรือจะทำอะไรก็ตาม ควรแน่ใจเสมอว่าคันเกียร์อยู่
ในล็อกของตำแหน่งที่ต้องการไม่คร่อมตำแหน่งอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
เพราะอย่างเกียร์ P ก็กดปุ่มแล้วดันไปข้างหน้าให้สุด,เกียร์ N ก็ไม่ต้องกดปุ่มแล้วดันไปข้าง
หน้าจะติด เพราะถ้าไม่กดปุ่มบนหัวเกียร์ ยังไงก็เลื่อนเลยไปถึง R ไม่ได้

หากคันเกียร์จะค้างคร่อมตำแหน่งอยู่ ก็เป็นความผิดของผู้ขับนั่นเอง
เพราะทุกเกียร์ มีล็อกที่ชัดเจนอยู่แล้ว

กดปุ่มที่หัวเกียร์ เท่าที่จำเป็น
ควรศึกษาระบบการล็อกคันเกียร์ในรถยนต์ของตนเองว่า การเลื่อนจากตำแหน่งใดไปยัง
ตำแหน่งอื่น ต้องกดหรือไม่ต้องกดปุ่ม ที่หัวเกียร์ แล้วจำให้ให้แม่นยำ
เช่น จาก P หรือ N ไป R ต้องกดปุ่ม (หรือเท้าอาจต้องกดเบรกด้วย),
จาก R ไป P หรือมา N, จาก N ไป-มากับ D ต้องกดปุ่มหรือไม่ ฯลฯ

หากไม่ต้องกดปุ่มแล้วเลื่อนได้ ตลอดการขับก็ไม่ต้องกดปุ่ม
โดยไม่ต้องกลัวว่าสลักล็อกจะสึกหรอ เพราะผู้ผลิตออกแบบให้ทำ ได้เช่นนั้นอยู่แล้ว

โดยทั่วไปการเลื่อนคันเกียร์จาก N มา D ขับเคลื่อนเดินหน้า จะไม่ต้องกดปุ่ม เพราะผู้ผลิต
ต้องการให้สะดวก ดังนั้นก็ไม่ต้องกดปุ่ม เพราะถ้ากดปุ่มจาก N มา D ก็อาจเลื่อนเลยลงมา
เกียร์ต่ำกว่า D ได้ หรือกรณีจะผลักจาก D กลับไป N ก็อาจเลยไป R โดยไม่ตั้งใจได้

จำไว้ว่า ถ้าไม่ต้องกดปุ่มแล้วเลื่อนได้ ก็ ไม่ต้องกด ในกรณีของ N-D ถ้าไม่ต้องกดปุ่ม
แล้วเลื่อนไป-มาได้ ก็ให้ระวังทั้งตนเองและผู้อื่นผลักคันเกียร์โดยไม่ตั้งใจ

หากต้องจอดแล้วติดเครื่องยนต์ไว้ และต้องลงจากรถยนต์ โดยมีผู้อื่นอยู่ในรถยนต์
(โดยเฉพาะเด็กๆ) นอกจากควรดึงเบรกมือไว้และเข้าเกียร์ P ไว้ด้วย
โดยไม่ควรเข้าเกียร์ N ไว้ เพราะอาจมีใครดันมาเป็นเกียร์ D ได้

ถ้าต้องกดปุ่ม นั่นก็คือ ต้องตั้งใจเข้าเกียร์ นั้นๆ ไม่ใช่การพลั้งเผลอ
เพราะไม่มีทางที่จะเลื่อนโดยไม่กดปุ่ม โดยเฉพาะเกียร์ R อย่างในข่าว


อย่าไว้ใจเบรกมือ
เมื่อดึงเบรกมือจนสุด หากรถยนต์ปกติ การเข้าเกียร์ค้างไว้ที่ D หรือ R โดยไม่แตะคันเร่ง
รถยนต์จะต้องไม่ไหล แต่ไม่มีความแน่นอนว่าเมื่อไรจะไหล เช่น
สายสลิงเบรกมือยืดตัวรอบกระตุกเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์ตัด-ต่อการทำงาน

แม้เมื่อดึงเบรกมือสุด จะมีแรงกดผ้าเบรกมาก แต่ก็แค่ 2 ล้อ
และแรงกดนั้นน้อยกว่าการเหยียบเบรกอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่ควรไว้ใจเบรกมือ
ควรคิดเสมอว่า แม้ดึงเบรกมือสุด แล้วรถยนต์ก็ยังอาจจะไหลได้

สามารถพิสูจน์ว่าเบรกมือไม่ได้มีการเบรกอย่างหนักแน่น ได้จากการที่หลายคนลืมดึงเบรกมือ
ค้างไว้ แล้วก็ยังขับรถยนต์ออกไปได้หลายกิโลเมตรหรือหลายสิบกิโลเมตร
โดยที่รถยนต์ไม่ได้มีอัตราเร่งอืดจนแตกต่างจากปกติ นั่นคือ
เบรกมือมีแรงเบรกพอสมควรเท่านั้น มิฉะนั้นคงไม่สามารถขับออกไปได้โดยหลายคนหลงลืม

จอดบนการจราจร มีผู้ขับ
หมายถึงกรณีที่ต้องจอดบนการจราจรชั่วคราว เช่น ติดไฟแดง การจราจรคับคั่ง
อย่าสับสนกับกรณีของนักแสดงที่เสียชีวิต จนทำให้ตัวเรากลัวรถยนต์ไหลโดยเข้าเกียร์ P
ในการจอดติดไฟแดง เพราะต่างรูปแบบกันเลย

การจอดติดไฟแดง มีผู้ขับอยู่ตามปกติ หากจอดไม่นาน ควรแตะเบรกและค้างไว้เกียร์ D
เพื่อไม่ให้เกียร์มีการสึกหรอจากการสลับไป มาระหว่าง N-D
หรือถ้าจอดนานสักหน่อย จะค้างไว้ที่ D พร้อมดึงเบรกมือไว้ก็ได้ ไม่อันตราย

ไม่จำเป็นต้องเลื่อนเกียร์จาก D ผ่าน N R ผ่านไปยัง P เพราะขณะนั้นมีผู้ขับควบคุมอยู่
การเลื่อนไป P ต้องผ่าน R ไฟถอยหลังจะสว่างขึ้นชั่วครู่ จะสร้างความสับสนต่อผู้ที่ขับรถยนต์จอดอยู่ข้างหลัง เมื่อต้องออกตัวครั้งต่อไป
ก็ขาดความฉับไว เพราะต้องเลื่อนผ่านหลายเกียร์และไฟถอยหลังก็จะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง

หากจอดนานหลายนาทีบนการจราจร เช่นติดไฟแดง สามารถปลดมาที่เกียร์ว่าง-N
ส่วนจะแตะเบรกหรือดึงเบรกมือควบคู่กันก็ตามสะดวก เพราะยังไงก็มีผู้ขับควบคุมอยู่ตามปกติ

ไม่ต้องห่วงรถยนต์มาก
รถยนต์ในไทยมีราคาแพง หลายคนจึงรักมาก ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ก็ไม่ควรรักมากเกินไป รถยนต์เป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้

ในกรณีของนักแสดงนี้ ถ้าเสียชีวิตเพราะ มองเห็นรถยนต์ไหลแล้ว
จึงพยายามดันรถยนต์จนตัวเองโดนเบียดเสียชีวิต

ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เสียชีวิตเพียงเพราะกลัวรถยนต์เสียหาย

ในกรณีเกียร์ P ที่จะมีสลักหรือตัวล็อก ในชุดเกียร์ควบคุมไม่ให้รถยนต์ไหล
และจะหักถ้ามีรถยนต์คันอื่นมาชนอย่างแรง ก็ไม่ต้องกลัวมากว่าสลักนั้นจะพัง
หากจอดไม่ขวางใคร เพราะการใส่เกียร์ P พร้อมเบรกมือ คือการป้องกันไม่ให้รถยนต์ไหล
ได้ดีที่สุด ดีกว่าใส่ เกียร์ N +พร้อมเบรกมือที่มีโอกาสเสี่ยงมากกว่า
โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นที่สามารถผลักจากเกียร์ N มา D ได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม
รถยนต์เสีย ซ่อมได้คนตายแล้วตายเลย

เพิ่มสัญญานเตือน เมื่อเข้าเกียร์ถอย-R
ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง หรือบางคนบอกว่าน่ารำคาญ แต่จริงๆแล้วกลับสามารถ
เพิ่มความปลอดภัยได้ดี ค่าใช้จ่ายรวมติดตั้งตามร้านประดับยนต์ ไม่น่าเกิน 500 บาท
หรือถ้าไปซื้อจากแถวบ้านหม้อ ก็ราคาตัวละไม่เกิน 100 บาท นำมาติดตั้งพ่วงกับไฟถอย
อย่างง่ายๆ ติดตั้งเองหรือจ้างร้านติดตั้งไม่น่าเกิน 200 บาท
หากเสียงดังเกินไปและไม่มีปุ่มปรับ ก็ดัดแปลงไม่ยาก ใช้เทปโฟม 2 หน้าปิดทับรูที่เสียงผ่าน
ออกมา จะให้ดังหรือเบาแค่ไหนตามชอบ ถ้ารำคาญก็ให้เสียงเบาหน่อย
ถ้าอยากเตือนคนอื่นด้วยก็ปล่อยเสียงเต็มที่ ความน่ารำคาญเมื่อมีเสียงขณะถอยรถยนต์
ในอีกแง่มุมกลับสามารถเพิ่มความปลอดภัยได้


สรุป
จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลย เริ่มจากตรวจสอบว่ารถยนต์รุ่นที่ขับอยู่
สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้นอกเหนือจากที่เกียร์อยู่ P หรือ N ได้ไหม
รวมถึงถ้าคร่อมอยู่กับ R หรือ D จะเป็นเช่นไร
หากสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ถือว่าผิดปกติ ต้องรีบซ่อมแซม

ในการใช้งานจริง ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์
ควรต้องแน่ใจว่าอยู่ที่เกียร์ P หรือ N ตรงล็อกจริงๆ ไม่คร่อมอยู่กับเกียร์อื่น

ทดลองดูว่าเกียร์ใดบ้าง ต้องกดปุ่มที่หัวเกียร์
หรืออาจต้องเหยียบเบรกควบคู่กันด้วย ถึงจะเลื่อนเกียร์ได้ ก็ปฏิบัติตามนั้น

ถ้าระบบออกแบบมาไม่ต้องกดก็เลื่อนได้
โดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ ระหว่าง N-D4-D3 ก็ไม่ต้องกดปุ่ม
เพราะอาจจะเลยไปยังเกียร์อื่นที่ไม่ต้องการ หากเกียร์ที่ต้องกดปุ่มแล้วถึงจะเลื่อนได้
เมื่อใช้งานไปนานๆ แล้วไม่ต้องกดปุ่ม ก็เลื่อนเกียร์ได้ ให้รีบซ่อมแซม

การจอดขณะติดเครื่องยนต์แล้วต้องการลงจากรถยนต์
นอกจากดึงเบรกมือให้สุดแล้ว ควรเข้าเกียร์ P ไว้
นอกจากจะป้องกันรถยนต์ไหลได้ดีแล้วยังไม่มีความเสี่ยงที่ใครจะผลักจากเกียร์ N มา D

ไม่ต้องกลัวว่าเกียร์ P จะเสียหาย ใช้เมื่อจำเป็นอย่างเหมาะสม
ไม่ใช่ใช้แต่ดึงเบรกมือกับเกียร์ว่าง-N เพราะยังไงก็ไม่แน่นอนเท่าเกียร์ P พร้อมดึงเบรกมือจนสุด

ไม่ควรเชื่อมั่นเบรกมือมากเกินไป
ตามปกติแล้วหากเข้าเกียร์ขับเคลื่อนและปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานรอบเดินเบา
หากดึงเบรกมือสุด รถยนต์จะต้องไม่ไหล ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็ควรปรับตั้งหรือซ่อมระบบเบรกมือ
แต่ก็ไม่ต้องชะล่าใจว่าจะเอาอยู่ ดังนั้นถ้าต้องจอดขณะติดเครื่องยนต์และไม่มีผู้ขับ
ควรเข้าเกียร์ P ควบคู่กันด้วย

ถ้าคิดว่าเสียงเตือนเมื่อเข้าเกียร์ถอย-R มีประโยชน์
ก็สามารถหาติดตั้งได้ในค่าใช้จ่ายไม่กี่ร้อยบาท
เกียร์ AUTO ต้องถูกควบคุมด้วยคน ดังนั้นความปลอดภัยหลักก็อยู่ที่.....คน

ขอบคุณบทความจาก
วรพล สิงห์เขียวพงษ์


Sunday, September 23, 2012

น้ำมันเครื่อง/น้ำมันหล่อลื่นนั้น สำคัญอย่างไง ?

พอดีกำลังจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเลยมาหาดูความรู้ที่เกี่ยวกับน้ำมันเครื่องรถยนต์ดูสักหน่อย เผอิญไปเห็นบทความนี้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ครับผม

น้ำมันเครื่อง หรือ น้ำมันหล่อลื่น มีความสำคัญกับระบบเครื่องยนต์ในการทำงานเป็นอย่างยิ่งเพราะทุกๆชิ้นส่วนของระบบเครื่องยนต์เมื่อมีการทำงานแต่ละชิ้นส่วนนั้นก็จะเกิดการเสียดสีกันอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดความร้อนสะสมที่บริเวณพื้นผิวของวัสดุที่เสียดสีกันนอกจากนี้สิ่งสกปรกที่เกิดจาการเผาไหม้ หรือเศษชิ้นส่วน อาจตกค้างอยู่ในห้องเครื่องจึงจำเป็นต้องใช้น้ำมันเครื่อง เพื่อ



• ช่วยให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่าย

• ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ช่วยลดการสึกหรอ

• ลดการกัดกร่อนที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนที่หลุดออกมา และปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น

• ลดการเกิดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้น และ ช่วยทำให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์สะอาด

• ช่วยระบายความร้อนให้กับชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์

• ช่วยอุดรอยรั่วในห้องเผาไหม้จึงช่วยเพิ่มแรงอัดให้กับเครื่องยนต์

• ช่วยต่อต้านการเกิดฟองอากาศ

• ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

ถ้าหากว่าระบบการหล่อลื่นของรถยนต์ที่เราใช้งานหรือบกพร่องหรือใช้น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานแล้วหละก็แน่นอนว่าอายุการใช้งานของรถยนต์ที่เรารักย่อมจะสั้นลงเกินกว่ากำหนด ฉะนั้นการหมั่นดูแลรักษาคอยตรวจตราตรวจเช็ครถยนต์น้ำมันเครื่องรถยนต์อยู่ตลอดเวลาและเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่ดีที่ได้คุณภาพมาตรฐานจะช่วยยืดอายุการทำงานของเครื่องยนต์ไปได้อีกอย่างยาวนาน


โดยทั่วไปน้ำมันเครื่อง มี 3 ชนิดคือ

1. น้ำมันเครื่องธรรมดา ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้5,000-7,000 กม.

2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ ใช้งานได้7,000-10,000 กม.

3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์ จากน้ำมันปิโตรเลียมด้วยกระบวนการกลั่นที่ล้ำหน้าจึงมีคุณภาพและความบริสุทธิ์สูงกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา ใช้งานได้10,000-15,000กม.

อย่างไรก็ตามระยะการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ยังขึ้นอยู่กับ ลักษณะการใช้งาน ระยะเวลา และความพึงพอใจของผู้ใช้อีกด้วย

ในปัจจุบันน้ำมันเครื่องมีให้เลือกซื้อหลากหลายยี่ห้อซึ่งถึงแม้จะมีน้ำมันเกรดเหมือนกัน แต่จะมีความต่างกันตรงที่ สารเพิ่มคุณภาพ ซึ่งจะเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละยี่ห้อ

ในการใช้รถทั่วไป เราควรหมันตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่องเสมอโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง

หากระดับน้ำมันเครื่องสูงเกินไป

น้ำมันเครื่องจะถูกดันผ่านแหวนลูกสูบขึ้นไปเผาไหม้กับน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีเขม่าจับภายในห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องเกิดการน็อค อย่างรุนแรง/ น้ำมันเครื่องจะดันออกทางซีลด้านหน้าและด้านหลังของเพลาข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดการรั่วซึมได้ง่าย/ ทำให้เกิดแรงดันในห้องเครื่องสูงและจะดันไอน้ำมันเครื่องออกมาทางท่อระบายได้มาก/ ทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด

หากระดับน้ำมันเครื่องต่ำเกินไป

ปั๊มน้ำมันเครื่องจะไม่สามารถดูดน้ำมันและส่งไปหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวภายในเครื่องอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการสึกหรออย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องพัง

Sunday, August 5, 2012

6 ความเชื่อเกี่ยวกับการซื้อรถมือสอง

อันนี้เป็นความเชื่อของแต่ละคน ไม่สามารถให้ใครเชื่อได้ไม่เชื่อก้ได้ เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคลจริงๆ
การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร
ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่ บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง
แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้



1. เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ - รถบ้านต้องสภาพดีกว่า

ความเชื่อผิด :
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสองจากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย
สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์ ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต
ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน
หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง
ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว

ความเป็นจริง :
ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและ
การใช้งานของเจ้าของเดิมและการปรับสภาพของผู้ขาย
(ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม)เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ
เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน
แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ
รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่ายและสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวน
กลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง
เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ

ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้อง
สภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขาย
ทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย
หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน
สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ
และที่สำคัญคือ ชื่อในสมุดทะเบียน จะไม่ใช่ผู้ขายคนนั้น

ส่วนรถบ้านแท้ๆ ขายโดยเจ้าของจริง ไม่จำเป็นว่ารถจะมีสภาพดี
เพราะเขาอาจจะดูแลรถมาไม่ดี จนเต็นท์ไม่รับซื้อหรือไม่รับเทิร์น เลยต้องมาขายเอง
เป็นเรื่องแปลกที่รถบ้านซึ่งซ่อมแบบขอไปที ไม่ถูกเรียกว่าย้อมแมว

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ให้ความเป็นกลางในใจในเรื่องของแหล่งที่ขาย
ให้คิดว่าไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็มีโอกาสถูกย้อมแมวได้พอกัน จะได้ไม่ชะล่าใจ


2. สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่

ความเชื่อผิด :
ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า
รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมา
หรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี
และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด

ความเป็นจริง :
สีสวยแต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้วหรือทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ
จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้อง
เกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย
ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควร
จะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน
สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถ
ปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้องสีเดิมโดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน
เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย
ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ
ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน
ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ
และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะไม่ใช่สีสวยแล้วตัวถังต้องดีเสมอไป


3. เคาะ..ป๊องๆๆ บางทั้งคัน อาจบางแค่ภายนอก

ความเชื่อผิด :
ความบางจากการเคาะด้วย มะเหงกนั้น หมายถึง ตัวถังบางมีแต่เหล็กกับเนื้อสี ไม่มีสีโป๊วทับ
เนื้อเหล็กอยู่ใต้สีชั้นนอก ถ้าเคาะแล้วบาง เสียงก้องๆ ดังป๊องๆๆๆ เสียงไม่ทึบ แสดงว่าบาง
ไม่เกิดอุบัติเหตุมา ไม่มีการชน แล้วเคาะซ่อมแล้วโป๊วสีทับ ผู้ขายบางคนรีบบอกเลยว่า
รถคันที่จะขายบางทั้งคัน ป๊องทั้งคัน เพื่อแสดงว่าไม่มีการชนหนักมาก่อน ผู้ซื้อจะได้สนใจ

ความเป็นจริง :
การเคาะด้วยหลังมือไปทั่วคันรถ สามารถตรวจสอบความบางของตัวถังด้านนอกได้ว่า
มีสีโป๊วทับหรือไม่ แต่การที่ตัวถังในส่วนที่เคาะนั้นบาง ไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นไม่เคยเกิด
อุบัติเหตุหนักๆ ทุกชิ้นที่อยู่ภายนอกอาจบาง ทั้งที่รถคันนั้นเคยชนเละมาแล้ว เพราะซ่อมแบบ
เปลี่ยนทั้งชิ้น เช่น เปลี่ยนประตูทั้งบาน ฝากระโปรงทั้งชิ้นหรือแม้แต่แผ่นหลังคา ถึงจะคว่ำมา
ก็เปลี่ยนหลังคาทั้งแผ่นได้ ถ้าซ่อมโดยวิธีเคาะดึงโครงสร้างข้างในแล้ว ชิ้นนอกใช้วิธีเปลี่ยนเอา
หลังมือเคาะ ยังไงก็ป๊องๆ ยังไงก็บางทั้งคัน

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
การเคาะตัวถังภาย นอกบอกไม่ได้ว่า รถคันนั้นไม่เคยชน เพราะบอกได้แค่ว่า ชิ้นนั้นไม่เคยชน
แต่ข้างในนั้นอาจชนมาเละ แล้วเปลี่ยนชิ้นใหม่ภายนอกมา อะไหล่ตัวถังทั้งแท้ เทียบ เทียม
ใหม่ เก่า มีให้เลือกเปลี่ยนอย่างสะดวก เมื่อเคาะฟังเสียงข้างนอกแล้ว ที่สำคัญคือ
ต้องดูตะเข็บ รอยเชื่อม รอยอาร์คภายในทุกจุด เท่าที่จะดูได้อย่างละเอียด ถึงจะทราบได้ว่า
รถคันนั้นเคย เกิดอุบัติเหตุหนักๆหรือไม่ การเคาะแล้วเสียงป๊องๆ เป็นส่วนประกอบย่อยเท่านั้น
ยุคนี้ชิ้นไหนๆ ก็เปลี่ยนกันได้ในราคาไม่แพง


4. เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก

ความเข้าใจผิด :
แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทางหรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า
ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้
เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆรับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น
แต่ผู้ซื้อก็อดไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ
บางคนยังไล่ไปดูร่องรอยการรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิดว่า
เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บางคันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก

ความเป็นจริง : ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัดเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ
ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบนหน้าปัด
เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอล
โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้าจนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น
เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว


5. รถเต็นท์ราคาแพง - รถบ้านราคาถูก

ความเชื่อผิด :
ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ
เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ
ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า
แต่รถบ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ที่ประกาศไว้
หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น
ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้

ความเป็นจริง :
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่ง
เงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่า
แช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน
ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน


6. เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน

ความเชื่อผิด :
บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรีเป็นระยะยาว
คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้

ความเป็นจริง :
เมื่อใช้บริการจริงกลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่
จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด
เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาทจะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกันในระยะยาว
ได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกันที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้น
เช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด

การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู
เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็ยังดี และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน


ขอบคุณบทความจาก
http://www.car-2-buy.com

Thursday, July 26, 2012

วิธีขับรถตอนฝนตก และ น้ำท่วม

ช่วงนี้เข้าหน้าฝนเต็มรูปแบบอาจมีฝนตกหนักบ้าง หรือไม่หนักบ้าง และก็เริ่มมีน้ำท่วมหลายพื้นที่ บางพื้นที่ก็ท่วมหนัก มากกว่า 1 เมตร เดี๋ยวเรามาดูวิธีการขับรถลุยน้ำ เผื่อสถาวะฉุกเฉิน



1.ควรใช้เกียร์ต่ำอยู่เสมอ
การขับรถเมื่อฝนตกเพิ่งตกใหม่ๆ ต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ เพราะถนนจะลื่นมาก เมื่อฝุ่นหรือละอองไอเสียจากน้ำมันเจอเข้ากับน้ำฝน จะรวมกันเป็นคล้ายกับโคลนเลนที่ลื่น รถจะเกิดอาการลื่นไถลได้ง่าย หากขับรถในช่วงฝนเพิ่งเริ่มตก "จำง่ายๆ ว่าขับรถด้วยความเร็วต่ำ และขับโดยใช้เกียร์ต่ำเสมอ"

ถ้าเป็นเกียร์แมนนวลก็ประมาณเกียร์ 2 หรือถ้าเกียร์อัตโนมัติก็อาจใช้เกียร์ L ได้ จะช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีขึ้น เปิดไฟหรี่หรือไฟใหญ่ตามแต่สถานการณ์ การเปิดไฟจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเรา แต่..ห้ามเปิดไฟกระพริบโดยเด็ดขาด การเปิดไฟกระพริบนั้นจะเปิดสำหรับรถเสียที่จอดนิ่งอยู่บนถนนเท่านั้น

หลีกเลี่ยงการเบรกอย่างกระทันหัน เพราะจะทำให้รถลื่นไถลหรือหมุนได้ ถ้ารถเริ่มเสียหลักให้ถอนคันเร่ง ประคองพวงมาลัย และอย่าเหยียบเบรคกะทันหัน"หากจำเป็นต้องขับรถวิ่งผ่านแอ่งน้ำ ให้ถอนคันเร่งโดยไม่ต้องเบรค" อย่าหักพวงมาลัย จับพวงมาลัยให้แน่น เมื่อรถรถพ้นแอ่งน้ำไปแล้ว รถก็จะเริ่มจับเกาะถนนได้ และก็สามารถควบคุมได้

2. ขัยรถช้าได้เป็นดีที่สุด
ระดับน้ำท่วมผิวถนน คือ ระดับความลึกของน้ำประมาณไม่เกิน 6 นิ้ว ไม่มีผลต่อรถของเรา ส่วนที่จมน้ำจึงมีเพียงลูกหมากและบูทยางของระบบรองรับและระบบบังคับเลี้ยวเท่านั้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้แช่น้ำชั่วคาวได้โดยไม่เกิดความเสียหาย "สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักษาระดับความเร็วของรถ โดยขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้" น้ำที่ถูกล้อรถรีดด้วยความเร็วจะทะลักพุ่งออกมาทางด้านข้างอย่างแรง ฉีดไปที่ห้องเครื่องยนต์ อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ หรือน้ำอาจกระเซ็นขึ้นกระจกบังลมหน้าทำให้มองไม่เห็นทางได้

3. ถ้าระดับน้ำสูงให้มีสติเข้าไว้
ระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถ ขณะขับรถจะได้ยินเสียงน้ำกระทบใต้ท้องรถค่อนข้างดัง ไม่ต้องตกใจ "ควรขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดการกระเพื่อมของน้ำ" หลีกเลี่ยงการตกหลุมที่มองไม่เห็น โดยอาจสังเกตจากรถคันหน้าและจำแนวไว้หรือขับให้ชิดขวาให้มากที่สุด เพราะโดยปกติจะเป็นเลนซ้ายสุดมากกว่าที่ถนนจะชำรุด เพราะรถบรรทุกน้ำหนักมากๆ จะวิ่งเลนซ้าย



4. อย่าเปิดแอร์และอย่าเร่งเครื่องมาก
ระดับที่น้ำท่วมเลยท้องรถ "สาเหตุที่รถดับส่วนใหญ่เกิดจากการเปิดแอร์แล้วขับลุยน้ำ" เพราะเมื่อเปิดแอร์ พัดลมจะทำงาน ทำให้ใบพัดจะพัดให้น้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่องแล้วทำให้เครื่องดับ หลายคนเข้าใจว่าต้องเร่งรอบให้สูงๆ ไว้ เพราะกลัวน้ำจะเข้าท่อไอเสีย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ เพราะที่รอบเดินเบา เครื่องยนต์มีกำลังเหลือเฟือที่จะดันน้ำไม่ให้เข้าในท่อไอเสียครับ แต่การเลี้ยงรอบให้สูงจะทำให้เครื่องยนต์ร้อน และใบพัดระบายความร้อนจะทำงาน ทำให้น้ำกระจายเต็มห้องเครื่อง และนี่จะเป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ดับครับ และไม่ว่าจะขับช้าเพียงใด น้ำก็อาจจะทะลักท่วมห้องเกียร์และเฟืองท้าย (รถปิคอัพ) ผสมกับน้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย ทำให้เสื่อมสภาพฟันเฟืองต่างๆ ภายในจะสึกหรออย่างรวดเร็วและน้ำจะแทรกซึมเข้ามาทางจุกยางหลายจุดจากพื้นรถ พรมและฉนวนกันเสียงจะชุ่มน้ำ หากทำได้ให้รีบรื้อเบาะออก และถอดออกมาผึ่งแดดรถบางรุ่นจะมีศูนย์ควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) อยู่ใต้เบาะซึ่งชิ้นส่วนนี้มีราคาสูงมาก หากมีความชื้น หรือโดนน้ำจะเสียทันที

5. ระดับที่อันตรายที่สุด
ระดับน้ำที่ท่วมจนถึงไฟหน้า เป็นระดับน้ำที่อันตรายที่สุด หากขับหรือจอดอยู่นานน้ำท่วมภายในห้องโดยสารจนถึงเบาะนั่ง ห้องเกียร์และเฟืองท้ายจะถูกท่วมมิด หากเครื่องยนต์ไม่ดับไปเสียก่อน เนื่องจากระบบจุดระเบิดขัดข้อง และผู้ขับยังฝืนขับต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ น้ำจะทะลักเข้าทางท่อดูดอากาศ ผ่านไส้กรองอากาศ ท่อไอดีและเข้าไปในกระบอกสูบ ลูกสูบที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นอย่างรวดเร็วจะกระแทกกับปริมาตรน้ำอย่างรุนแรง (ไฮดรอลิกลอค) จนลูกสูบและก้านสูบชำรุดเสียหายทันที

เพราะฉะนั้นระดับน้ำที่เรายังใช้งานได้โดยไม่เกิดความเสียหาย คือ ระดับน้ำท่วมผิวถนน และระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถเป็นครั้งคราวเท่านั้น

หลังจากลุยน้ำท่วมสูงมาแล้วทุกครั้ง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย และให้ถอดเบาะตรวจด้านล่างของพรมปูพื้นว่ามีน้ำรั่วเข้าถึงหรือไม่ "รถที่ลุยน้ำลึกมาแล้ว หากถึงที่หมายหรือรถพ้นน้ำ ห้ามดึงเบรกมือทิ้งไว้เด็ดขาด" เพราะเมื่อน้ำแห้งผ้าเบรกจะยึดกับจานเบรกจะทำให้เกิดสนิมจนไม่สามารถเคลื่อน รถออกไปได้ หากรถไหลให้หาขอนไม้หรือก้อนหินมาหนุนล้อไว้แทน

และสิ่งที่ควรทำทันทีหลังจากลุยน้ำในทุกระดับความสูงมา คือพยายามย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำ เพราะหลังจากการลุยน้ำมาผ้าเบรกเปียกชื้น จะเบรกไม่อยู่และเป็นอันตรายมาก

รู้ไว้สักนิดจะปลอดภัยกับรถของเราและตัวเราด้วยครับผม



ขอบคุณบทความจาก
www.snature.net/article/วิธีขับรถลุยน้ำท่วม.htm

Wednesday, July 4, 2012

การล้างรถที่ถูกวิธี

การล้างรถที่ถูกต้องนั้น ต้องใช้น้ำธรรมดาฉีดล้าง คราบภายนอกตัวรถก่อน มันจะทำให้ฝุ่นละออง คราบโคลน คลาบที่ไม่พึงประสงค์ หลุดออกจากตัวรถ จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำ ชุบเช็ดให้ทั่วบริเวณอีกครั้ง ด้วยโฟมล้างรถ หรือ แชมพู เท่านั้น (ห้ามใช้แฟ๊ปซักผ้าเน้อเดียวหมดกัน สีซีดหมด)  ฟองน้ำที่ใช้ควรหมั่นดูแลเสมอให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้าไม่สะอาดอาจมีสิ่งตกค้างอาจทำให้พื้นผิวรถเป็นรอยได้ 

หลังจากนั้นจึงใช้น้ำฉีดล้าง โฟม หรือ แชมพู ออกจนหมด ทิ้งไว้สักพักจึงใช้ผ้าแห้งเช็ดให้แห้งสนิทอีกครั้ง แค่นี้ท่านก็มีรถใหม่อยู่ในมือแล้ว



หลังจากเช็ดรถจนแห้งสนิทดีแล้ว ใช้ ยาลงเงา (มีขายตามร้านขายสีพ่นรถยนต์) จะเป็นยี่ห้อใดก็ได้ นำมาลงเงาโดยป้ายน้ำยาให้ทั่วบริเวณ แล้วใช้ผ้าสำลีที่แห้งสนิท เช็ดจนขึ้นเงางาม ส่วนยางรถยนต์ก็อาจใช้ Waxy เช็ดก็จะทำให้เป็นสีดำสวยงาม Waxy นี่สามารถใช้เช็ดกับพลาสติคสีดำด้วยก็ได้

ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ คราบสิ่งสกปรก โดยเฉพาะ ฝุ่น หรือ เม็ดทราย ที่ติดตัวรถ เมื่อนำผ้า หรือ ฟองน้ำ ไปเช็ด ก่อนที่จะใช้น้ำฉีดล้าง จะทำให้เกิดริ้วรอยที่เรียกกันว่า "ขนแมว" และถ้าหากเป็นเม็ดทราย จะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้

น้ำยาเคลือบเงา ปกติแล้ว อู่ซ่อมรถยนต์โดยทั่วไปจะใช้ยี่ห้อ 3M ซึ่งจะมีที่ใช้กับสีแห้งเร็ว และแห้งช้า ราคาไม่แพงจนเกินไปนัก คุณภาพดี เคลือบผิวได้นาน สีจะมีความฉ่ำและเงางาม ส่วนยี่ห้อ Gana ก็เป็นที่นิยมตามเต๊นท์รถยนต์ เนื่องจากมีราคาที่ถูก คุณภาพพอใช้ได้ ก็แล้วแต่จะเลือกใช้ตามความต้องการ

การล้างรถยนต์ ด้วยตัวเองโดยไม่ได้ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง บ่อยๆ ไม่เป็นผลดี เพราะทุกครั้งที่ล้าง จะทำให้สีเกิดเป็นรอยขนแมว ไม่ว่าจะระวังเพียงใดก็ตาม ยิ่งถ้าไม่ได้มีการเคลือบทับหน้าด้วย น้ำยาเคลือบเงาด้วยแล้ว ดังนั้นจึงควรล้างรถ ตามศูนย์บริการ คาร์แคร์ หรือตามปั๊มน้ำมัน จะดีกว่า และเราอาจเอา น้ำยาเคลือบเงาของเรา ไปให้เขาลงเงาให้ก็ได้ หากรถยนต์ไม่สกปรกมากนัก ก็เพียงแค่ใช้ ผ้าขนไก่ที่สะอาดๆ ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ออก ก็เพียงพอแล้ว

ขอบคุณบทความจาก
http://automix.blogspot.com/2007/04/blog-post.html

Wednesday, June 27, 2012

5 ข้อควรทำ เมื่อนกขี้บนรถคุณ


ไปเจอบทความจากสนุก.com มาเห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยเอามาเผยแพร่ใน Blogger นี้ เผื่อท่านใดจะเจอเหตุการณ์แบบนี้จะได้รีบแก้ไขให้ทันทีทันใด
ทุกวันนี้สำหรับคนรักรถอย่างเราๆท่านๆ คงต้องบอกว่า การดแลรักษารถยนต์ให้เอี่ยมตลอดเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องยาก และก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และอุปสรรคสำหรับหลายๆคน ก็คือ "ขี้นก" ที่เราเคยพูดไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า รถสีแดงนกชอบ จากผลการวิจัย จากต่างประเทศ
หลายคนคงคิดว่า ขี้นกอาจจะเป็นแค่คราบสกปรกที่ไม่นาน ก็สามารถเอาออกได้ แต่ที่จริงมันมีผลต่อสีรถ และวันนี้เรามีคำแนะนำในการดุแลรถ หากคุณต้องผจญกับเหตุที่ช่วยไม่ได้ เมื่อนก เห็นรถคุณเป็นห้องน้ำเคลื่อนที่

1.อย่าปล่อยวาง หลายคนวางใจกับขี้นก ในฐานะที่มันเป้นเพียยงอีกความสกปรกที่ดูแล้ว อาจจะไม่ต่างจากฉี่ของสุนัขที่บ้านเราอาจจะเจอกันจน ชิน แต่ที่แล้วความชินชาของเราก็เป็นผลเสีย เพราะที่จริงขี้กนกมีผลต่อการรักษาสี มันมีคุณสมบัติที่สามารถทิ้งคราบด่างไว้ได้และมันทำให้รถคุณไม่สวยแน่นอน ทางที่ควะจะเร่งในการเอาออกแต่เสียเนิ่นๆ โดยใช้ผ้าที่มีเนื้อนิ่ม หรือกระดาษที่มีเนื้อในการหยิบ ..ห้ามถูโดยเด็ดขาด!



2. กรณีขี้แห้ง หลายคนมักจะทิ้งไว้ให้แห่ง แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะมันจะทำให้เกิดกัดกล่อนในชั่นของแล็คเกอร์ไปแล้ว วึ่งคุณไม่มีทางรู้เลย ในกรณีขี้แห้ง ถ้าคุณสะกิดๆ ออกอาจะทำให้เกิดการติดในบางส่วนอยู่ได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด คือ ใช้ผ้านิ่ม หรือกระดาษเหมือนเดิม แต่ให้หาน้ำยาพวกแว๊ก หรือสารทำความสะอาดที่มีความสามารถในการหล่อลื่นมาทา ถ้ามันยากมาก ทาแล้ว ทิ้งไว้สักพัก ค่อยมาเช็ดออกอีกที

3.ล้างมือเพื่ออนามัยตัวเอง เราเคยได้ยินโรคหวัดนก กันมากมาย และคุณไม่มีทางรู้ว่า มูลนกนั้น จะมีอะไรปะปนมาบ้างอาจจะเป็นเชื้อโรค จำไว้ว่า ทุกครั้งที่หยิบขี้นกออกควรล้างมือโดยด่วน เพื่อป้องกันเชื้อโรค เอาไว้ก่อน

 

4.ล้างรถ ถ้าคุณมีเวลาว่างมากพอ การแวะไปล้างรถเสียหน่อยก้น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะ การล้างรถยังเป็นการทำความสะอาดที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ของคุณในการขจัดคราบความสกปรกที่เกิด และจะให้ดียิ่งขึ้นนั้น็ควรจะเคลือบแว้กซ์ตามลงไปด้วย แต่แน่นอนว่า คงต้องใช้เวลาในการทำการขัดเคลือบรถที่คุณรัก

5.หาที่จอดรถใหม่ ในกรณีที่คุณไปในที่เดิมๆแล้วพบกับขี้นกเป็นประจำ คงต้องแนะนำว่าที่ตรงนั้นอาจจะฮวงจุ้ยไม่ดี ในการจอดรถถ้าคุณรักรถของคุณ ทางที่ดี ลองเปลี่ยนที่จอดใหม่ น่าจะดีกว่าในการป้องและรักษาสภาพสีรถของคุณ

คำแนะนำ 5 ข้อจากเรานี้ คือสิ่งที่เราพอจะช่วยได้บ้างในการดุแลรักษารถของคุณ สิ่งที่ตอ้งจำเอาไว้และสำคัญที่สุด คือ ขี้นกเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์กับสีรถ และมันยังทำให้รถคุณหมดราศีอีกด้วย


Tuesday, May 22, 2012

รถมือสองดูยังไง ?



วันนี้เอา 10 วิธีดูรถมือสองขั้นพื้นฐานมาให้เพื่อนๆดูครับ ใครกำลังตัดสินใจซื้อรถมือสองก็ลองอ่านนี่ดุก่อนจ้า เผื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆที่กำลังจะซื้อรถมือสองอยู่ เราไปดูกันเลย



10 วิธีง่ายๆ ดูรถมือสองก่อนจะซื้อ

1. ส่วนภายในด้านหน้าและระบบไฟฟ้า เมื่อเราได้ลองนั่งที่นั่งคนขับ ทุกส่วนที่อยู่ในแผง Console เราต้องตรวจสอบว่าทุกอย่างสามารถทำงานได้ดีหรือไม่ 

2. ส่วนภายในด้านหลังและระบบการทำงาน ส่วนใหญ่บริเวณนี้ก็คงต้องตรวจสอบสภาพเบาะภายใน อุปกรณ์ที่มีอยู่ด้านหลัง 

3. ตรวจสอบตัวถังรถ สำหรับบางท่านที่ไม่คุ้นเคยอาจจะยากสักหน่อย แต่เคล็ดลับง่าย ๆ หาเพื่อนที่ใช้รถ รุ่นที่เราหมายตาไว้ ให้ช่วยดูให้ ด้วยความคุ้นเคยเพื่อนจะสามารถบอกเราได้ถึงร่องรอยที่ผิดปกติ แต่ถ้าหาคนรู้จักไม่ได้ ก็คงต้องอาศัยผู้ขายที่มีมาตรฐานไว้ใจได้เท่านั้น

4. เปิดฝากระโปรงหน้า คราวนี้ดูจะยากขึ้นไปอีกขั้น แต่เบื้องต้นดูง่าย ๆ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วซึมอยู่หรือไม่ ที่ชี้ให้คุณรู้ว่าคุณกำลังซื้อรถมาขับ หรือซื้อมาซ่อม ถ้าจะให้ดีหาคนที่มีความรู้ไปช่วยจะดีกว่ามาก
5. ยกรถขึ้น ขั้นตอนนี้ต้องใช้เครื่องมือเข้าช่วย แต่ถึงอย่างไรก็สำคัญมากที่สุด ต้องตรวจดูทุกจุดที่อยู่ใต้ท้อง เพราะนั่นหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของคุณทีเดียว 

6. เดินเครื่องยนต์ สำรวจฟังเสียงรบกวน ลองหมุนพวงมาลัยดูราบลื่นดีหรือไม่ ฟังเสียงที่เกิดขึ้น ช่วงนี้ตรวจสอบระบบเกียร์ดูว่าผิดปกติหรือไม่ เพราะเป็นระบบที่เสียค่าใช้จ่ายสูงมากหากเกิดเสียขึ้นมา
7. ประตูหลัง ท้ายรถ ตรวจการทำงาน ดูอุปกรณ์ประจำรถ จุดนี้สามารถดูได้ว่ารถเคยถูกชนหลังหรือไม่ และอุปกรณ์ทำงานได้อย่างดีหรือเปล่า

8. ขับทดสอบ คงเป็นไปได้ยากถ้าคุณจะต้องตัดสินใจซื้อรถโดยไม่ทำการทดสอบเสียก่อน การขับทดสอบก็เพื่อดูระบบเกียร์ ระดับเสียงรบกวน ระบบเบรก ล้อและช่วงล่าง รวมทั้งการทำงานของหน้าปัดบอกความเร็วและระยะทาง

9. หลังลองขับ แล้วกลับมาดูใต้ท้องใหม่อีกครั้ง ว่ามีรอยรั่วซึม หรือชำรุดที่ใต้ท้องหรือไม่

10.ขาดไม่ได้เลย คือเอกสาร คู่มือผู้ใช้ สมุดทะเบียน การตรวจสอบประวัติบริการ กุญแจ รีโมท

10 วิธีที่ผมบอกไปนี้เป็นเพียงการตรวจเช็คง่ายและคร่าวๆ ในการตรวจสอบเท่านั้น แต่ถ้าผู้อ่านต้องการจะซื้อจริงๆ ผมแนะนำให้หาช่างใกล้ๆ บ้านไปด้วยแล้ว เอา 10 ขั้นตอนนี้ไปทำเป็น Checklist เพื่อกันลืมนะครับ



Monday, May 14, 2012

การถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ






ปัจจุบันเห็นมีการโฆษณากันมาก เรื่องเครื่องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
บอกว่าดีกว่าการเปลี่ยนถ่ายในศูนย์บริการทั่วไป เพราะถ่ายได้หมดจดกว่ากัน แต่ราคามันแพง
จึงอยากถามถึงความจำเป็นในการถ่ายน้ำมัน เกียร์อัตโนมัติ และหากจำเป็นควรใช้วิธีไหน

เรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ผมขอเรียนให้ทราบก่อนว่า
ระยะเวลาที่สมควรทำการเปลี่ยนถ่ายแต่ละครั้ง ก็คือ ประมาณ 25,000 ถึง 35,000 กิโลเมตร
แล้วแต่สภาพการใช้งาน และสภาพทางที่วิ่ง เช่น
ใช้งานในเมืองที่การจราจรติดขัดมากๆ เกียร์มีการเปลี่ยนไปมาบ่อยๆ และมีความร้อนในน้ำมันเกียร์มาก
ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทาง 25,000 กิโลเมตร

หรือหากต้องวิ่งผ่านทางที่เป็นฝุ่นมากๆ หรือผ่านทางที่น้ำท่วมขัง
ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทางไม่เกิน 25,000 กิโลเมตร

เช่นเดียวกัน แต่หากผ่านทางที่น้ำท่วมขังเกินกว่าครึ่งล้อ
ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทันทีที่ผ่านทางน้ำท่วมนั้นมาแล้ว

แต่หากคุณใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ในพื้นที่ซึ่งรถไม่ติด การจราจรปลอดโปร่ง
เช่น ใช้ในจังหวัด ที่มีอากาศเย็น อย่างลำพูน หรือแพร่
คุณก็สามารถยืดระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติไปได้ถึง 35,000 กิโลเมตร

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นหากคุณเป็นคนใช้รถยนต์น้อย ผมแนะนำว่า
ไม่ควรเกินสองปี ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติแล้วครับ

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ต้องให้ช่างตามศูนย์บริการรถยนต์นั้นๆ
หรือช่างในศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่มีความรู้เรื่องเกียร์อัตโนมัติเป็นผู้ทำการให้

โดยปกติแล้วเมื่อถอดนอตที่ก้นแคร้ง เพื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติออกมา
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะไหลออกมาประมาณครึ่งหนึ่งหรือไม่เกิน 2ใน 3 ของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทั้งหมดในระบบ

ดังนั้นหากเห็นว่าน้ำมันเก่าที่ไหลออกมา มีความสกปรกปะปนอยู่มาก ก็ให้นำรถไปวิ่งใช้งานสักพักหนึ่ง
แล้วนำรถไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่น้ำมันเกียร์ยังอุ่นๆ อยู่
และหากรถยนต์รุ่นนั้นๆ มีกรองน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ แบบที่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้
ก็ให้ถอดกรองออกมาล้างทำความสะอาดด้วยทุกครั้ง หรือถ้าเป็นแบบล้างไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนกรองทุกครั้ง

ในคนที่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อยู่บ้าง สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติด้วยตนเองให้สะอาดได้ไม่ยากนัก
ด้วยวิธีการที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้คือ หาตำแหน่งที่ติดตั้งระบบระบายความร้อนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
หรือที่เรียกกันว่า ออยล์คูลเลอร์เกียร์อัตโนมัติ

จากนั้นก็ดูว่าสายยางเส้นไหน เป็นเส้นที่ส่งน้ำมันเข้าออยล์คูลเลอร์ เส้นไหนเป็นเส้นที่ส่งน้ำมันออกจาก
ออยล์คูลเลอร์ เมื่อพบแล้วให้ถอดสายยางส่วนที่ออกจากออยล์คูลเลอร์ของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
แล้วติดเครื่องยนต์ขึ้นมา ไม่ต้องเร่งเครื่อง คอยดูว่าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติไหลออกมาจากสายยางดังกล่าวจนหมด

เริ่มเห็นฟองอากาศ ก็ให้ดับ เครื่องยนต์แล้ว สวมสายยางกลับไปอย่างเดิมให้แน่นหนา
จากนั้นก็เติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปตามปริมาณ หากเห็นว่าน้ำมันเกียร์ อัตโนมัติไม่ค่อยไหลออกมา
ให้ดึงเบรกมือรถเอาไว้ให้แน่น เหยียบเบรคให้สนิท แล้วโยกคันเกียร์ไปมา ระหว่างตำแหน่ง N ไป D
สลับไปมาเบาๆ จนเห็นน้ำมันเกียร์ไหลออกมาหมด เมื่อเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปแล้ว
ให้นำรถออกไปวิ่งใกล้ๆ อย่างนุ่มนวล แล้วกลับมาวัดระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติใหม่อีกครั้งหนึ่ง
หากเห็นว่าระดับน้ำมัน เกียร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ก็เติมลงไปให้ถูกต้อง เท่านี้ก็เสร็จเรื่องครับ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Saturday, May 12, 2012

การสตาร์ทรถยนต์อย่างถูกวิธี



ในระบบสตาร์ทรถโดยทั่วไปนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องยนต์ดีเซล
ที่กุญแจสตาร์ทจะต้องบิดกุญแจ
3 จังหวะ คือ AC, ON และ START

สตาร์ทรถยนต์

ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะบิดกุญแจรวดเดียว
3 จังหวะไปที่ START
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เพราะ ถ้ารถคุณเป็นรถใหม่ก็อาจจะไม่มีเกิดปัญหาอะไร


แต่ถ้ารถของคุณที่ผ่านการใช้งานมานานๆ
อาจต้องทำการสตาร์ทหลายครั้งเครื่องยนต์ถึงจะติด
ซึ่งระหว่างที่คุณสตาร์ทรถหลายๆ ครั้ง เป็นการทำลายระบบสตาร์ท
ให้อายุการใช้งานสั้นลง


วันนี้เรามีคำแนะนำการสตาร์ทรถที่ถูกวิธี
เพื่อที่คุณจะไม่ต้องมานั่งสตาร์ทแล้วได้ยินเสียง "แชะ แชะ แชะ" ให้เสียฟอร์ม
และยังเป็นการยืดอายุระบบสตาร์ทให้ใช้งานได้ดีอีกนานแสนนาน


ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
1.  ปิดอุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟทั้งหมดในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศไฟหน้า และเครื่องเสียงเพื่อให้แบตเตอรี่จ่ายไฟเต็มที่
2.  เหยียบคลัตช์ให้สุด (สำหรับเกียร์
AUTO ให้เข้าเกียร์ที่ตำแหน่ง N หรือ P เพื่อผ่อน
     แรงมอเตอร์สตาร์ท)
3.  บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง
ON ค้างไว้ ตรวจเช็กไฟเตือนต่างๆ รอจนไฟเตือนหัวเผารูป
     ขดสปริงเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว หาก เครื่องยนต์เย็นควรเหยียบแป้นคันเร่งสัก
     ครั้งสองครั้ง

เท่านี้การบิดกุญแจสตาร์ทรถของคุณก็ไม่ต้องนั่งเสียฟอร์มสตาร์ทรถ แล้วได้ยินเสียงแชะ แชะ แชะ แล้ว ถ้าทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย ไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่จะช่วยยืดอายุระบบต่างๆ ได้

แต่ถ้าหากทำตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผล

คุณควรจะนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ หรือร้านซ่อมระบบไฟ
,
ไดชาร์ต, ไดสตาร์ท ดีกว่า.

ขอบคุณเนื้อหาจาก
 

Tuesday, March 20, 2012

รถป้ายแดงต้องรู้




รัน-อิน กับการใช้รถใหม่ บางท่านคิดว่ารถป้ายแดงไม่จำเป็นต้อง รัน-อิน เพราะทางโรงงานได้ รัน-อินเครื่องยนต์มาแล้ว ซึ่งก็ถูก แต่สำหรับส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น เกียร์ เฟืองท้าย เบรค ช่วงล่าง ฯลฯ ถึงแม้จะมีมาตรฐานการผลิตกำหนดไว้ แต่การทำงานร่วมกัน ย่อมมีอาการ คับ ฝืด ตึง เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งสังเกตได้ตอนที่เราถอยรถป้ายแดง ออกมาขับ ความจริงขบวนการ รัน-อิน ก็ไม่มีอะไรมากขอให้ดูแลเอาใจใส่สละเวลาให้กับรถ ซักประมาณ 2,000 – 3,000 กิโลเมตรแรกให้ดี ๆ ก็พอ เรามาดูกันว่าจะดูแลอะไรบ้าง  
1. เครื่อง ยนต์
  • ไม่ควรเติมหัว เชื้อใดๆลงในเครื่องยนต์เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรกับเครื่องยนต์เลย สู้คุณเก็บเงินไว้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยๆ ดีกว่า
  • การติดเครื่องยนต์ครั้งแรกอย่าเหยียบคันเร่ง หลังจากเครื่องยนต์ติดแล้วทันที ใจเย็นซักนิด รอให้น้ำมันหล่อลื่นวิ่งพ่านในเครื่องยนต์เสียก่อนและไม่ควรเปิด แอร์ทันที รอให้เครื่องยนต์อยู่ในอุณหภูมิทำงานก่อน (ถ้าจอดรถไว้กลางแจ้งก็เปิดกระจกระบายความร้อน ก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะเป็นลมไปซะก่อน)
  •  ถึงแม้รถของคุณจะมีแรงม้ามากมายก็ไม่จำเป็น จะต้องเรียกออกใช้งานในตอนนี้
  • เมื่อคุณต้องวิ่งทางไกล พยายามหลีกเลี่ยงการใช้รอบเครื่องยนต์ที่คงที่เกิน 5 นาทีให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก่อนและไม่ควรใช้รอบเครื่องเกิน 4,000 รอบ/นาที
  • ขยันตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรค น้ำมันคลัทซ์ น้ำในหม้อน้ำฯลฯ เพราะบางครั้งอาจเกิด ความผิดพลาดจากการประกอบก็เป็นไปได้
  • ก่อนดับเครื่องยนต์ควรให้รอบเครื่องเดินเบา ที่สุด โดยการปิดแอร์ และห้ามเร่งเครื่อง เพราะการเร่งเครื่อง จะทำให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนค้างอยู่ภายในห้องเครื่อง ซึ่งจะเป็นอันตรายกับกระบอกสูบ และแหวน ตอนที่คุณติดเครื่องอีกครั้ง
 2. เกียร์ และเฟืองท้าย
  • ช่วงการเปลี่ยน เกียร์จากเกียร์เดินหน้าเป็นเกียร์ถอยหลัง ควรรอให้รถหยุดสนิทเสียก่อน แต่สำหรับ ผู้ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติเวลาเปลี่ยนเกียร์ เดินหน้าเป็นเกียร์ถอยหลัง ควรเหยียบเบรคให้รถหยุดสนิทก่อน แต่จะให้ดีที่สุด ควรรอให้รถหยุดสนิทแล้วซัก 2-3 วินาที จึงค่อยเปลี่ยนเกียร์ ทั้งนี้เพื่อรอให้ราวเกียร์หยุดหมุน อย่างสนิทก่อน
  • ในการขับรถทางไกล ในช่วงประมาณทุก ๆ 2 ชั่วโมงควรมีการหยุดพักรถเสียหน่อย ซัก 5 - 10 นาที เพื่อการระบายความร้อนออกจากห้องเกียร์และเฟืองท้าย ซึ่งเป็นการ คงสภาพให้น้ำมันไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว
  • การปลดเกียร์ว่าง ขณะรถเคลื่อนที่จะเป็นการทำลายระบบเกียร์โดยไม่จำเป็น เพราะ น้ำมันเกียร์จะไม่ถูก สูบฉีดในห้องเกียร์อย่างเต็มที่
 3. คลัทซ์
  • ไม่ควรเตรียม พร้อมเข้าเกียร์และเหยียบคลัตช์ค้างไว้ ตอนติดไฟแดง อาศัยเบรกมือจะดีกว่า
  • ถ้าไม่มีความจำเป็นไม่ควรใช้คลัทซ์แทนเบรคยก เว้นตอนฉุกเฉิน เช่นตอนลงเขา
  • ควรประมาณตนอย่าทำเก่งบรรทุกน้ำหนักเกิน เพราะคุณอาจจะต้องเสียเงินกับการเปลี่ยนคลัทซ์ใหม่
 4. ระบบ พวงมาลัย กันสะเทือน และล้อ
  • ไม่ควรหมุนพวง มาลัยอยู่กับที่โดยไม่จำเป็น ถีงแม้ว่ารถของคุณจะมีพวงมาลัยเพาเวอร์ใช้ เพราะการทำเช่น นั้นจะทำให้ ลูกหมากระบบพวงมาลัย ทำงานหนักโดยไม่จำเป็น
  • รถใหม่ป้ายแดง หรือรถเก่า ถ้าเจอหลุมหรือลูกระนาดอย่าใจร้อนควรชะลอความเร็วลงสักนิด
  • เวลาจอดรถอย่าหักล้อจนสุดด้านใดด้านหนึ่ง และควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่ตะแคง
  • ควรตรวจสอบลมยางอย่างสม่ำเสมอให้อยู่ในพิกัด เพราะลมยางอ่อนจะเป็นการทำร้ายยาง ระบบช่วงล่าง ระบบพวงมาลัยได้มากทีเดียว
บทส่งท้าย  รถยนต์สมัยใหม่ ที่มีการใช้ระบบอิเลคทรอนิคส์ ถ้าคุณต้องการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมควรปรึกษากับเจ้าหน้า ที่ประจำศูนย์ที่ขายรถให้คุณสักนิด ไม่เช่นนั้นคุณอาจขับรถป้ายแดงไปจอด เสียอยู่ข้างถนน

Monday, October 10, 2011

ความเชื่อผิดๆเมื่อจะซื้อรถมือสอง

การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร
ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่...บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง
แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้



เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ - รถบ้านต้องสภาพดีกว่า

ความเชื่อผิด :
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสองจากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย
สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์ ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต
ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน
หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง
ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว

ความเป็นจริง :
ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและ
การใช้งานของเจ้าของเดิมและการปรับสภาพของผู้ขาย
(ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม)เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ
เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน
แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ
รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่ายและสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวน
กลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง
เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ

ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้อง
สภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขาย
ทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย
หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน
สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ
และที่สำคัญคือ ชื่อในสมุดทะเบียน จะไม่ใช่ผู้ขายคนนั้น

ส่วนรถบ้านแท้ๆ ขายโดยเจ้าของจริง ไม่จำเป็นว่ารถจะมีสภาพดี
เพราะเขาอาจจะดูแลรถมาไม่ดี จนเต็นท์ไม่รับซื้อหรือไม่รับเทิร์น เลยต้องมาขายเอง
เป็นเรื่องแปลกที่รถบ้านซึ่งซ่อมแบบขอไปที ไม่ถูกเรียกว่าย้อมแมว

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ให้ความเป็นกลางในใจในเรื่องของแหล่งที่ขาย
ให้คิดว่าไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็มีโอกาสถูกย้อมแมวได้พอกัน จะได้ไม่ชะล่าใจ


สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่

ความเชื่อผิด :
ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า
รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมา
หรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี
และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด

ความเป็นจริง :
สีสวยแต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้วหรือทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ
จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้อง
เกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย
ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควร
จะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน
สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถ
ปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้องสีเดิมโดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน
เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย
ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ
ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน
ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ
และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะไม่ใช่สีสวยแล้วตัวถังต้องดีเสมอไป


เคาะ..ป๊องๆๆ บางทั้งคัน อาจบางแค่ภายนอก

ความเชื่อผิด :
ความบางจากการเคาะด้วย มะเหงกนั้น หมายถึง ตัวถังบางมีแต่เหล็กกับเนื้อสี ไม่มีสีโป๊วทับ
เนื้อเหล็กอยู่ใต้สีชั้นนอก ถ้าเคาะแล้วบาง เสียงก้องๆ ดังป๊องๆๆๆ เสียงไม่ทึบ แสดงว่าบาง
ไม่เกิดอุบัติเหตุมา ไม่มีการชน แล้วเคาะซ่อมแล้วโป๊วสีทับ ผู้ขายบางคนรีบบอกเลยว่า
รถคันที่จะขายบางทั้งคัน ป๊องทั้งคัน เพื่อแสดงว่าไม่มีการชนหนักมาก่อน ผู้ซื้อจะได้สนใจ

ความเป็นจริง :
การเคาะด้วยหลังมือไปทั่วคันรถ สามารถตรวจสอบความบางของตัวถังด้านนอกได้ว่า
มีสีโป๊วทับหรือไม่ แต่การที่ตัวถังในส่วนที่เคาะนั้นบาง ไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นไม่เคยเกิด
อุบัติเหตุหนักๆ ทุกชิ้นที่อยู่ภายนอกอาจบาง ทั้งที่รถคันนั้นเคยชนเละมาแล้ว เพราะซ่อมแบบ
เปลี่ยนทั้งชิ้น เช่น เปลี่ยนประตูทั้งบาน ฝากระโปรงทั้งชิ้นหรือแม้แต่แผ่นหลังคา ถึงจะคว่ำมา
ก็เปลี่ยนหลังคาทั้งแผ่นได้ ถ้าซ่อมโดยวิธีเคาะดึงโครงสร้างข้างในแล้ว ชิ้นนอกใช้วิธีเปลี่ยนเอา
หลังมือเคาะ ยังไงก็ป๊องๆ ยังไงก็บางทั้งคัน

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
การเคาะตัวถังภาย นอกบอกไม่ได้ว่า รถคันนั้นไม่เคยชน เพราะบอกได้แค่ว่า ชิ้นนั้นไม่เคยชน
แต่ข้างในนั้นอาจชนมาเละ แล้วเปลี่ยนชิ้นใหม่ภายนอกมา อะไหล่ตัวถังทั้งแท้ เทียบ เทียม
ใหม่ เก่า มีให้เลือกเปลี่ยนอย่างสะดวก เมื่อเคาะฟังเสียงข้างนอกแล้ว ที่สำคัญคือ
ต้องดูตะเข็บ รอยเชื่อม รอยอาร์คภายในทุกจุด เท่าที่จะดูได้อย่างละเอียด ถึงจะทราบได้ว่า
รถคันนั้นเคย เกิดอุบัติเหตุหนักๆหรือไม่ การเคาะแล้วเสียงป๊องๆ เป็นส่วนประกอบย่อยเท่านั้น
ยุคนี้ชิ้นไหนๆ ก็เปลี่ยนกันได้ในราคาไม่แพง


เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก

ความเข้าใจผิด :
แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทางหรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า
ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้
เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆรับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น
แต่ผู้ซื้อก็อดไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ
บางคนยังไล่ไปดูร่องรอยการรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิดว่า
เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บางคันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก

ความเป็นจริง :
ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัดเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ
ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบนหน้าปัด
เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอล
โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้าจนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น
เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว


รถเต็นท์ราคาแพง - รถบ้านราคาถูก

ความเชื่อผิด :
ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ
เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ
ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า
แต่รถบ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ที่ประกาศไว้
หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น
ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้

ความเป็นจริง :
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่ง
เงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่า
แช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน
ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน


เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน

ความเชื่อผิด :
บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรีเป็นระยะยาว
คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้

ความเป็นจริง :
เมื่อใช้บริการจริงกลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่
จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด
เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาทจะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกันในระยะยาว
ได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกันที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้น
เช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด


การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู
เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็ยังดี
และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน !

http://www.car-2-buy.com



 
Powered by Blogger.