Showing posts with label Prius 2012. Show all posts
Showing posts with label Prius 2012. Show all posts

Tuesday, June 12, 2012

ทดลองขับ NEW PRIUS 2012 (ตอนที่2)



ตอนที่สองกับการทดสอบยานยนต์ประหยัดพลังงาน All New Prius Minor Change 2012 สมรรถนะ ประสิทธิภาพ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อัตราเร่ง ความเร็วสูงสุด อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและการทำงานของระบบ Series-Parallel Hybrid...

วันที่ 15 -16 พฤษภาคม 2555 บริษัท Toyota Motor Thailand co,ltd. โดย คุณบุญชวน วิภูษณวนิช ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรของค่ายสามห่วง เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ ร่วมลงทำการทดสอบรถยนต์ประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ All New Prius Minor Change 2012 ซึ่งการทดสอบรถยนต์พลังงาน Hybrid ในครั้งนี้ ทีม PR ของ Toyota Motor ได้กำหนดเส้นทางการทดสอบ ในรูปแบบของการขับขี่ทางไกลจากกรุงเทพมหานคร มุ่งตรงสู่เมืองพัทยาในจังหวัดชลบุรี พักหนึ่งคืนแล้วขับจากเมืองพัทยากลับสู่กรุงเทพฯ รวมระยะทางที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้กว่า 400 กิโลเมตร





11.30 น. ช่วงสายของวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555 ณ โรงแรมเรเนซองส์ ถนนสุขุมวิท หลังจากฟังบรรยายสรุปจากวิศวกรของ Toyota เกี่ยวกับข้อมูลและอุปกรณ์ใหม่ๆที่เพิ่มเติมเข้ามาในรถ New Prius Minor Change 2012 รุ่นท็อปสุดที่ใช้ในการทดสอบ เช่น การใช้อุปกรณ์ภายในรวมถึงการปรับตั้งโหมดของการขับขี่ ระบบและการทำงานของแผง Sola Roof รวมถึงการสรุปเส้นทางทั้งขาไปและขากลับแล้ว รถ Toyota New Prius Hybrid ทั้ง 8 คัน รวมรถพี่เลี้ยงของเจ้าหน้าที่ PR จาก Toyota อีก 4 คัน ก็ออกสตาร์ตจากบริเวณหน้าโรงแรมเรเนซอง สุขุมวิท เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วมุ่งตรงไปยังซอยสุขุมวิท 71 ผ่านแยกคลองตันแล้วตรงไปยังถนนรามคำแหง-สุขาภิบาล 1 บางกะปิ หลังจากนั้นขบวนรถทดสอบทั้งหมด จะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์เพื่อวิ่งเข้าไปยังเมืองพัทยา รวมระยะทางในการทดสอบการขับขี่ New Prius Minor Change 2012สำหรับวันแรกยาวประมาณ 175 กิโลเมตร โดยไปสุดเส้นทางทดสอบช่วงวันแรก ที่โรงแรมฮิลตันพัทยากลางในเวลาประมาณบ่าย 5 โมงเย็น





หลังจากที่เพิ่งจะลงทดสอบ New Camry Hybrid ไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค่าย Toyota ก็จัดการเทสต์ผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลัง Hybrid รุ่นรองลงมาอย่าง New Prius Minor Change ทันที เป็นการทำตลาดอย่างต่อเนื่องในรถพลังงานผสม ที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบรถประหยัดพลังงาน วันนี้ผมเดินทางร่วมกับพี่บอย วรพล สิงห์เขียวพงษ์ นักเขียนและ บก. นิตยสาร ThaiDiver / Bestcar / Car Thai Edition ในเครือสยามสปอร์ตฯ และน้องชีพ สุชีพ มีโพนทอง จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ไม้แรกสุดเป็นหน้าที่ของพี่บอย ซึ่งจะต้องขับจากกรุงเทพฯ ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ทีม PR ของ Toyota ที่ต้องการให้วิ่งทดสอบในเมืองเพื่อดูอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ก่อนจะลากยาวไปจนถึงเมืองพัทยา เมื่อก้าวเข้าไปนั่งในเจ้า New Prius Minor Change สิ่งแรกที่เสริมเข้ามาซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนในรุ่นสูงสุดคือหลังคาแบบ Sola Roof และ Moon Roof แบบกระจกสีเข้มสองชิ้น ภายในห้องโดยสารยังมีจอแสดงผลรวมแบบสั่งงานด้วยระบบสัมผัส รองรับการทำงานของเนวิเกเตอร์ DVD / CD/ MP3 / FM / AM / กล้องถอยหลัง ทั้งยังสามารถแจ้งเตือนการทำงานของระบบ Hybrid กับการแสดงผลของพลังงานในการกักเก็บที่แบตเตอรี่ ขนาดความกว้างของจอ 6.1 นิ้ว มาพร้อมกับรีโหมดคอนโทรลสั่งงาน ผมนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหน้า ส่วนน้อง สุชีพ มีโพนทองขอนั่งที่เบาะหลัง พื้นที่ภายในของ Prius Minor Change ยังคงมีความกว้างเท่าเดิม ซึ่งสามารถวางเท้าได้อย่างสบาย รวมถึงพื้นที่เหนือศีรษะก็ยังคงเหลืออยู่อีกพอสมควร ที่ชอบคือเบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต ที่มีครีบด้านข้างทำให้โอบกระชับยามนั่งโดยสารหรือขับขี่





อากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงบ่ายบนถนนมอเตอร์เวย์ บนจุดแวะพักของกรมทางหลวงไม่สร้างปัญหาให้กับระบบปรับอากาศของ Prius Minor Change รุ่นท็อปสุดแม้แต่น้อย หลังคาแบบ Sola Roof ยังทำหน้าที่สำรองพลังงานไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบปรับอากาศ เมื่อเปิดการใช้งานด้วยรีโหมดคอนโทรลก่อนที่จะขึ้นรถ ระบบดังกล่าวทำให้การจอดรถตากแดดแล้วกลับขึ้นไปนั่ง มีความสะดวกสบายมากขึ้น อุณหภูมิของห้องโดยสารที่สัมผัสกับแสงแดดอันร้อนแรงของประเทศไทย จะถูกลดระดับลงด้วยระบบปรับอากาศ (พัดลม) ที่ทำงานแยกส่วนจากเครื่องยนต์โดยสิ้นเชิง แผง Sola Roof จะนำเอาพลังงานความร้อนที่ได้รับจากแสงอาทิตย์ ไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เพ่ือใช้ในระบบปรับอากาศโดยไปเลี้ยงมอเตอร์ของพัดลมภายในห้องโดยสาร นวัตกรรมดังกล่าวยังแสดงถึงความใส่ใจในการใช้งานของลูกค้าที่นิยมรถ Hybrid ซึ่งค่าย Toyota เป็นผู้นำในการทำตลาดอยู่ในห้วงเวลานี้

ระบบ Sola Powered Ventilation ออกแบบมาเพื่อระบายความร้อนที่สะสมภายในห้องโดยสาร ด้วยอุปกรณ์หลัก 2 ส่วนคือ แผง Sola บนหลังคาและ Blower หรือพัดลมของระบบปรับอากาศ มันจะทำงานได้ถึงแม้กุญแจจะอยู่ในตำแหน่ง Off และตัวรถถูกล็อกประตูทั้งหมด เริ่มต้น แผง Sola Roof จะรับพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อนของดวงอาทิตย์ แล้วแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าส่งไปหมุน Blower โดยตรงเพื่อดูดอากาศจากภายนอกผ่านเข้ามาในห้องโดยสาร แล้วปล่อยออกไปที่ส่วนท้ายของตัวถัง เมื่อเกิดการหมุนเวียนของมวลอากาศ ก็จะช่วยลดความร้อนที่สะสมอยู่ในห้องโดยสาร ระบบดังกล่าววิศวกรของ Toyota ได้ทำการทดสอบในยุโรปแล้วพบว่า ในสภาวะแดดจัด ระบบ Sola Powered Ventilation สามารถรักษาอุณหภูมิของห้องโดยสารให้คงที่ในระดับ 35 องศาเซลเซียส ซึ่งมันจะทำงานโดยไม่เกี่ยวข้องกับการดึงเอาประจุไฟในระบบ Hybrid ออกมาใช้งาน และหากแผง Sola Roof สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้เกินความต้องการของพัดลม Blower ระบบจะป้อนพลังงานกลับไปเก็บในแบตเตอรีของ Prius ได้อีกด้วย





ภายใต้ฝากระโปรงมีเครื่อง 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE ซึ่งถูกออกแบบให้มีการทำงานในรอบต่ำเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ระบบ Atkinson cycle ของ Toyota ยังสามารถทำให้อุณหภูมิของเครื่องขึ้นถึงจุดที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว แถมยังลดอุณหภูมิในระหว่างการเดินทางไกล เมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วคงที่ ซึ่งจะส่งผลไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นอีกด้วย ในโหมด ECO จะเป็นการผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้า สำหรับการสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Start สีฟ้า คุณอาจแปลกใจที่มันเงียบผิดปกติจนดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงแค่จอแสดงที่ติดขึ้นมาให้รับรู้ว่า ตัวรถพร้อมที่จะทำงานแล้วเท่านั้น เมื่อกดคันเร่งมันจะเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเงียบ เกิดจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนเครื่องยนต์ในช่วงของการออกตัว จนเมื่อวิ่งไปได้สักครู่ เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ เมื่อเซ็นเซอร์ของมันจับได้ว่าพลังงานในแบตเตอรี่ใกล้หมดลง การติดๆ ดับๆ จะเกิดขึ้นตลอดสำหรับการขับขี่ใช้งานเจ้า New Prius โดยที่ผู้ขับแทบจะไม่รับรู้การทำงานของระบบ Hybrid ดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนิ่มนวล เครื่องยนต์เบนซินรหัส 2ZR-FXE ระบบ Atkinson cycle ของ Toyota ตัวนี้ ยังใช้ปั๊มน้ำแบบไฟฟ้าแทนการใช้ปั๊มน้ำแบบกลไก ช่วยในการลดการเสียดสี ซึ่งเป็นการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทาน และตามมาด้วยตัวเลขที่ดีขึ้นด้านอัตราความประหยัดเชื้อเพลิง





เครื่องยนต์จะถูกเสริมแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทันทีที่ผู้ขับกดคันเร่งเพื่อแซง หรือต้องการใช้ความเร็วในการขับขี่ ในโหมด ECO เมื่อกดคันเร่งการตอบสนองจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คันเร่งมีอาการค่อนข้างยืดหยุ่น เกิดจากการทำงานของชุดคันเร่งไฟฟ้าแบบ drive by wire ซึ่งใช้เซนเซอร์เชื่อมต่อกับโหมดการขับทั้ง 3 แบบ เช่น EV / ECO / Power ในโหมด EV เมื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าจนเต็มแบตฯ แล้ว เจ้า New Prius จะสามารถวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 45-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยได้ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจากนั้นเครื่องยนต์จะติดตัวเองขึ้นแบบอัตโนมัติ แล้วรับหน้าที่ขับเคลื่อนต่อไปพร้อมกับชาร์จประจุกระแสไฟฟ้า เข้าไปกักเก็บยังแบตเตอรี่ด้านหลัง หมุนเวียนอยู่แบบนี้ตลอดการขับขี่ใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบปกติโดยสิ้นเชิง การสลับสับเปลี่ยนการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า เกิดขึ้นอย่างนิ่มนวลจนแทบจะไม่รู้สึก มีเพียงแค่จอแสดงผลบนหน้าปัดเท่านั้น ที่บ่งบอกว่ามันกำลังทำงานด้วยระบบใด ความเงียบของเจ้า Prius เมื่อขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ระมัดระวังคนเดินเท้า รวมถึงคนขี่จักรยานที่อาจไม่ได้ยินเมื่อคุณขับตามหลังอีกด้วย





ผมกับเพื่อนร่วมอาชีพสื่อมวลชนสายยานยนต์ เดินทางมาถึงยังตัวเมืองพัทยาเอาเมื่อเกือบ 5 โมงเย็น หลังจากนั้นจึงเข้าพักในโรงแรมฮิลตันพัทยา 1 คืน เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นหน้าที่ของ สุชีพ มีโพนทอง จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รับหน้าที่หวดเจ้า New Prius แบบม้วนเดียวในช่วงสายของวันที่ 18 พฤษภาคม ตรงดิ่งเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถทดสอบหมายเลข 5 คันที่ผมใช้เดินทางในช่วงขามา พี่บอย วรพล สิงห์เขียวพงษ์ จับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จากการขับแบบปกติธรรมดาที่มนุษย์ทั่วไปใช้ในการเดินทาง โดยได้ตัวเลขของความประหยัดที่ 5.4 ลิตร ต่อระยะทางถึง 100 กิโลเมตร บนความเร็วเดินทางในระดับ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมมาเต็มในตอนขามา เมื่อวิ่งเข้าสู่หน้าโรงแรมเรเนอซองส์ในวันขับกลับ ยังคงเหลืออีกกว่าค่อนถัง เมื่อเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง สำหรับการทดสอบทั้งสองวันบนระยะทางเกือบๆ 400 กิโลเมตร เจ้า New Prius ได้ตัวเลขประมาณ 21.3 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าประหยัดใช้ได้เลยทีเดียว หลังจากส่งน้องสุชีพ มีโพนทอง ที่ด้านหน้าของโรงแรมแล้ว ผมกับเจ้า New Prius ยังต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีก 1 อาทิตย์เต็มๆ กับการวิ่งทดสอบการใช้งานภายในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร





วันรุ่งขึ้นผมนำเจ้า New Prius Minor Change 2012 ออกวิ่งทดสอบสภาพการขับขี่ภายในเมือง โดยใช้เส้นทางทั้งบนทางยกระดับและทางราบรอบๆ เขต กทม. ฝั่งตะวันออก โดยเริ่มจากย่านลาดพร้าวไปยังถนนเกษตรนวมินทร์ ออกสู่ถนนสุขาภิบาล 1 วกไปวนมาแถบบางกะปิ แล้วข้ามไปยังถนนรามคำแหงในช่วงเช้าที่มีการจราจรติดขัด เพื่อทดสอบการทำงานของระบบ Hybrid สำหรับการขับขี่ท่ามกลางสภาพรถที่หนาแน่น เจ้า New Prius Minor Changeในโหมด ECO ยังคงมอบความประหยัดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มเบื่อกับความเงียบในโหมด EV กับ ECO ผมลองปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ของมันเข้าสู่โหมด Power เพื่อรีดเค้นสมรรถนะของตัวรถ การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าจะถูกเพิ่มระดับขึ้นอีก 25% ตามการคำนวณและปรับตั้งมาจากโรงงาน ในโหมด Power นั้น คันเร่งให้ความรู้สึกแทบจะไม่แตกต่างจากรถยนต์แฮตซ์แบค 5 ประตูเครื่องยนต์ 1,800 ซีซีทั่วๆ ไป กำลัง 134 แรงม้าเมื่อมันทำงานพร้อมกันทั้ง 2 ระบบ (เครื่องยนต์+มอเตอร์ไฟฟ้า) มีทั้งความกระฉับกระเฉงและว่องไว พวงมาลัยสื่อสารกับคนขับได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ถึงแม้มันจะมีช่วงล่างที่ค่อนข้างจะออกไปในแนวทางแข็งๆ อยู่บ้าง แต่การยึดเกาะกับผิวถนนด้วยยางลดแรงต้านทานรุ่น Excellence ของ Goodyear ขนาด 195/65/R15 ตอบสนองกลับคืนมาสู่พวงมาลัย ให้รู้สึกมั่นใจได้แทบจะไม่แตกต่างจากแฮตซ์แบค 5 ประตูของยุโรปบางยี่ห้อ แม้มันจะไม่ไช่รถที่ออกแบบมาเพื่อเอาไว้ทำความเร็ว แต่โหมด Power กลับมอบอารมณ์และความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี อย่างชัดเจนและแจ่มแจ้ง





เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Prius ในโมเดล Minor Change ไม่ไช่รถที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การวิ่งด้วยความมั่นคงบนทางไฮเวย์ ได้พิสูจน์ตัวมันเองอย่างเด่นชัดถึงประสิทธิภาพของระบบ Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 2ZR-FXE Atkinson cycle ได้อย่างโดดเด่น อุปกรณ์แยกกำลัง Power Split Device ทำหน้าที่ของมันในการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างลงตัว ชุด Power Control Unit จะรับหน้าที่ควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่ รวมถึงกระแสไฟฟ้าแบบสลับ จากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเจเนอเรเตอร์ มันสามารถขยายกำลังไฟจากแบตฯ ลิเธี่ยม ไอออนได้สูงถึง 650 โวลต์ เพื่อป้อนพลังงานให้กับชุดมอเตอร์ที่ใช้ในการขับเคลื่อน นี่คืองานวิศวกรรมจักรกล ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีของการขับเคลื่อนยุคใหม่จากค่าย Toyota ซึ่งกำลังเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบปกติ และกินเชื้อเพลิงมากกว่าเยอะ กำลังจากเครื่อง 1.8 สามารถดึงออกมาใช้งานได้ในทุกห้วงเวลาที่ฉุกเฉิน มันอาจไม่ไช่รถที่เร็วเหมือน Altis 1.8 หรือแม้แต่ Ford Focus 1.8 แต่เจ้า Prius ในโมเดล Minor Change ก็มีความเร็วพอที่จะเอาตัวรอดได้ ในสถานการณ์ที่ต้องการกำลังในการเร่งแซง ทั้งบนทางไฮเวย์และตรอกซอกซอยแคบๆ ทั่วกรุงเทพฯ





การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ แม้วัสดุที่ใช้ประกอบเป็นภายในของเจ้า New Prius ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัสดุวัสดุสังเคราะห์พวกพลาสติกรีไซเคิล มีเพียงเสียงยางที่ดังลอดเข้ามาให้พอได้ยิน ในย่านความเร็วสูงเท่านั้น ส่วนเสียงลมที่ปะทะกับตัวถังนั้นแทบจะไม่ได้ยินกันเลยทีเดียว ขั้นตอนของการทดสอบในอุโมงค์ลม เมื่อมันยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเมื่อกว่า 3-4 ปีก่อนหน้าที่จะออกวางขาย ส่งผลให้การวิ่งปะทะกับกระแสลมมีความลู่ลมสูงกว่าปกติ การออกแบบตัวถังทรงลิ่มท้ายตัด ทำให้ค่าสัมประสิทธิแรงต้านทานของอากาศที่เข้ามากระทำกับตัวรถ มีความสมบูรณ์แบบและลงตัว ด้วยค่าแรงต้านทานอากาศเพียง 0.29 รวมถึงการปล่อยก๊าซ CO2 เพียงแค่ 89 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตรก็ยังต่ำสุดๆ และดีกว่ามอเตอร์ไซค์บางรุ่นด้วยซ้ำ คุณจะกลายเป็นพวกกรีนพีซไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อขับขี่เจ้า Prius ไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กำลังเสื่อมโทรมลง จากการใช้งานเครื่องจักรกลของมนุษย์ ที่ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศมานานนับร้อยปี





วิศวกรของ Toyota ได้เพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง เพื่อป้องกันอาการบิดตัว และเพิ่มความรู้สึกที่มั่นคงให้กับการขับขี่ควบคุม พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ของมันออกมาในแนวทางที่ค่อนข้างเป็นกลาง ตอบสนองต่อการหักเลี้ยวไวๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ความรู้สึกกระด้างของระบบรองรับจะปรากฏออกมาให้รับรู้ได้บ้าง ในบางจังหวะที่วิ่งผ่านหลุมบ่อหรือรอยต่อของถนนที่มีผิวไม่เรียบ ผมไม่แนะนำให้เจ้าของรถ Prius ทำการเปลี่ยนกระทะล้อให้มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นเพื่อความสวยงาม ขนาดที่ใหญ่ขึ้นของล้อและยาง จะกลายเป็นแรงต้านทานที่เพิ่มขึ้น เมื่อหน้ายางมีความกว้างกว่ายางมาตรฐานจากโรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง





สิ่งที่ผมชอบมากคือชุดเครื่องเสียงของ New Prius ในรุ่นสูงสุด ซึ่งอยากให้ท่านที่สนใจ ได้ทดลองฟังก่อนการตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะร่วมทางไปกับมัน เครื่องเสียงและลำโพงรวมถึงกำลังขับมหาศาลจาก Amplifier ของ JBL ให้คุณภาพของเสียงในระดับที่ดี พลังขับอันเหลือเฟือ อาจทำให้คุณต้องแปลกใจและคล้ายกับการนั่งฟังดนตรีในสตูดิโอ หรือเหมือนกับกำลังอยู่ในดิสโก้เทค ลำโพง JBL 8 ทิศทางเปล่งเสียงที่เต็มไปด้วยพลังหากหูคุณทนทานพอ มันจะอัดเสียงเพลงโดยเฉพาะเบสออกมา จนทำให้คอนโซลถึงกับกระพือสั่นสะเทือนได้ง่ายๆ จากกำลังขับอันบ้าคลั่งที่เจ้าของรถไม่ต้องไปดิ้นรถหาติดเพิ่มเติมให้เสีย เงินอีกต่อไป เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมกำลังหลงไหลได้ปลื้ม กับเครื่องเสียงของ Harman Kardon ในรถ MINI Cooper Clubman พอมาถึงวันนี้กับชุด Amplifier และลำโพงของ JBL บนเจ้า New Prius กลับยิ่งทำให้การขับรถทดสอบท่ามกลางเสียงเพลงแนว Trance มีความสมบูรณ์จนยากที่จะลืมเลยทีเดียว





อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ที่วิศวกรของ Toyota เคลมว่ามันใช้เวลาตะกายจากจุดหยุดนิ่งไปถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 10.4 วินาที แต่ผมลองใช้ Chronometer วัดดูปรากฏว่าได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันที่ 11.03 วินาที รวมถึงความเร็วสูงสุดปลายคันเร่งแตะระดับ 182 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 25.6 กิโลเมตรต่อลิตรนั้น อาจต้องใช้คันเร่งกันอย่างระมัดระวัง โดยไม่กดลงลึกหรือรักษาระดับของกราฟ ECO บนจอ MID ไม่ให้เลยขีดกึ่งกลาง สำหรับการขับขี่แบบปกติในการทดสอบได้ตัวเลขที่ 21.8 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งใช้การขับขี่ทั่วไปไม่ได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้คันเร่งเพื่อ ประหยัดเชื้อเพลิง หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกันมาเกือบหนึ่งอาทิตย์ ช่วงใกล้ค่ำของวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะส่งมอบรถคืนให้กับเจ้าหน้าที่ของ Toyota ในเช้าวันรุ่งขึ้น ผมพามันออกไปเก็บภาพในตอนเย็น ด้วยการขับมันไปช้าๆ ท่ามกลางสภาพแสงที่ใกล้หมดลง รถ New Prius Minor Change 2012 ที่กำลังทำตลาดอยู่ในเวลานี้คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับท่านที่ต้องการรถยนต์ ประหยัดพลังงาน จากสภาพการณ์ที่แท้จริงของราคาเชื้อเพลิงที่นับวันจะพุ่งสูงขึ้นและไม่มีทาง ที่มันจะกลับมาถูกลงเหมือนเดิมอีกแล้ว มันประหยัด ปล่อยมลพิษน้อยว่ารถยนต์อื่นๆ ขับได้ดีและตอบสนองได้ในระดับที่น่าพึงพอใจเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับ ราคาค่าตัว หากคุณยังกังวลเกี่ยวกับชุดแบตเตอรี่ราคาแพงของมัน ทาง Toyota เอง ก็ยืนยันและรับประกันอายุการใช้งานของชุดแบตฯไว้ค่อนข้างยาวนาน ลองไปขับทดสอบด้วยตัวของคุณเองดูว่า เจ้ารถพลัง Hybrid คันนี้ เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณหรือไม่ สำหรับผมแล้ว ตลอดระยะเวลา 7 วันที่ได้สัมผัสกับ New Prius Minor Change 2012 คือช่วงเวลาพิเศษที่แสนสั้นและจบลงอย่างมีความสุข มันคือรถทดสอบอีกคันที่ขับได้ดีอย่างที่คุยเอาไว้จริงๆ.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

Friday, June 8, 2012

ทดลองขับ Prius 2012

ทดสอบเต็มรูปแบบกับ New Toyota Prius Minor Chang 2012 ตอนแรกกับการรีวิว รูปทรงของตัวถัง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอก การทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Hybrid...

นับจากรถ Prius รุ่นแรกสุดออกวางขายในปี ค.ศ. 1997 จนถึงรุ่นปัจจุบันในปี 2012 Toyota สามารถสร้างยอดตัวเลขของการจำหน่ายกว่า 1.2 ล้านคัน และหากนับรวมเอาจำนวนรถยนต์แบบ Hybrid ทุกรุ่นที่บริษัท Toyota เคยผลิตออกขาย จะทำให้ค่ายสามห่วงขึ้นเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วย จำนวนของรถยนต์เครื่องยนต์ลูกผสมแบบ Hybrid กว่า 1.7 ล้านคัน ซึ่งช่วยทำให้การปล่อยก๊าซ Co2 ลดลงถึงกว่า 9 ล้านตันทั่วโลก



รถ Toyota New Prius Model 2010-2012 มีพลังเพิ่มขึ้น 35% ลดการปล่อย Co2 ลงอีก 25% รวมถึงประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นอีก 23% เมื่อเทียบกับรุ่นแรกสุด รถยนต์พลังงานผสม Prius คือผู้ริเริ่มและบุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ประหยัดพลังงานสองรูปแบบ ที่หลายค่ายต้องนำไปลอกเลียนแบบ ระบบขับเคลื่อน Series-Parallel hybrid ของมันนับเป็นอีกหนึ่งงานวิศวกรรมยานยนต์ที่เหมาะสมกับปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบปกติ Toyota พัฒนาระบบนี้อย่างเข้มข้น เพื่อทำให้มันขับเคลื่อนได้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ความเร็วต่ำกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Prius สามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานจากมอเตอร์ล้วนๆ จนกว่าไฟจะหมดแบตฯ หลังจากนั้นเครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่แทน โดยจะขับเคลื่อนตัวรถ ไปพร้อมๆ กับการชาร์จประจุ กักเก็บกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่อีกครั้ง หมุนเวียนไปตลอดการขับขี่ใช้งาน วิศวกรของค่ายสามห่วงเคลมว่า เมื่อมันชาร์จไฟจนเต็มที่แล้ว จะวิ่งได้ด้วยความเร็วไม่เกิน 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ไกลประมาณ 2 กิโลเมตรพร้อมกับเสียงการทำงานที่เงียบสนิท





รุ่นใหม่ล่าสุดของ Toyota Prius โมเดล 2012 ถูกเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม 2555 โดยทางค่าย Toyota Motor Thailand co,ltd ส่งรถพลัง Hybrid ยอดนิยมรุ่นนี้ลงทำตลาดอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับ New Camry Hybrid และนำเอานวัตกรรมของรถยนต์ประหยัดพลังงานยุคใหม่มาเป็นจุดขาย มันคือผู้นำด้านรถยนต์พลังงานผสมที่มียอดขายสูงกว่าคู่แข่ง และได้กลายเป็นยนตรกรรมสีเขียว แนวอนุรักษ์สภาพแวดล้อมที่ปล่อยมลพิษต่ำ สมรรถนะด้านการขับใช้งานที่เพิ่มขึ้น มีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ จากการออกแบบรูปทรงของตัวถังและประหยัดเชื้อเพลิงอย่างสูงสุด และนี่คือที่มาของรถยนต์พลังงานผสม ที่สร้างความพึงพอใจจากการขับขี่ได้ดีที่สุดในยุคนี้

ด้วยความกว้าง 1,525 มิลลิเมตรของฐานล้อหน้า ยาว 4,460 มิลลิเมตรและสูง 1,490 มิลลิเมตร ช่วยทำให้รถยนต์พลังงานผสมคันนี้ดูอวบอ้วนมากกว่าความเป็นจริง ความต้องการให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศต่ำกว่าปกติ บีบบังคับให้รูปทรงของมันออกมาอย่างที่เห็น วิศวกรผู้ออกแบบ Mr Akihiko Otsuka เน้นไปที่จุดสูงสุดของการเคลื่อนที่ โดยวางตำแหน่งการขับเอาไว้แทบจะกึ่งกลางของตัวรถ รูปทรงของตัวถังมีค่า CD น้อยลงกว่ารุ่นที่สอง รวมถึงชิ้นหลังคาแก้วในโมเดลไมเนอร์เชนจ์ ส่วนภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกถึงความสมดุลที่ดี ระหว่างรถยนต์แห่งอนาคต กับรถที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โทนสีเข้มสลับเทาช่วยทำให้ห้องโดยสารมีความผ่อนคลาย เบาะหนังนั่งสบายในทุกตำแหน่ง พื้นที่เหนือศีรษะมีมากพอ การใช้โทนสีเข้มสลับอ่อน ช่วยทำให้บรรยากาศภายในดูเบาสบายตาและสว่างมากขึ้น แด็ซบอร์ดผลิตจากวัสดุ Ecological Plastic (ทำมาจากพืชแล้วขึ้นรูปด้วยการฉีดแม่พิมพ์) อาจมีความแตกต่างไปบ้างจากพลาสติกทั่วๆไป ในเรื่องของมุมมองและผิวสัมผัส วัสดุ Ecological Plastic สามารถนำไปผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้วนำกลับมาใช้ได้ใหม่ซึ่งตรงตาม Concept ของการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นจุดขายของเจ้า New Prius






Toyota Prius คันแรกออกขายในปี 1997 จวบจนมาถึงรุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 3 กับโมเดล Minor Change ของปี 2012 ที่คล้ายคลึงกันทั้งในยุโรป อเมริกา รวมถีงในเอเชีย โดยภาพรวม Toyota ยังคงรูปทรงของตัวถังเดิมเอาไว้ แต่เปลี่ยนแปลงระบบบริหารพลังงานให้ดีขึ้น ปรับเปลี่ยนชุดไฟหน้าและไฟท้ายใหม่หมด รวมถึงกระจังหน้าและไฟตัดหมอกที่คมเข้มขึ้นมาอีกนิดหน่อย รูปทรงแบบลิ่มมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ 0.25 อากาศพลศาสตร์ที่ผ่านการพัฒนามาเป็นอย่างดี ทำให้มันมีความลู่ลม ซึ่งส่งผลไปถึงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น สปอยเลอร์หน้ายังฝังชุดมอเตอร์ฉีดน้ำ เพื่อทำความสะอาดโคมพลาสติกโพลิเมอร์ของไฟหน้า ไฟหน้าใน Prius Minor Change 2012 มีรูปแบบที่เปลี่ียนไปจากโมเดล 2010 ใช้หลอดไฟแบบ LED เพื่อการกระจายแสงสว่างที่ให้มุมมองดีกว่าไฟแบบฮาโลเจน พร้อมด้วยระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ






หลังคาแบบกระจก Moon Roof ผสมหลังคากักเก็บพลังงาน Solar Roof คือสิ่งที่วิศวกรของค่ายสามห่วงเพิ่มเติมเข้ามาในรุ่น Minor Change ปี 2012 มันคือระบบ Solar Ventilation System ที่ช่วยระบายอากาศร้อนภายในห้องโดยสารขณะจอดตากแดด ลดอุณหภูมิของห้องโดยสารจากการสั่งงานที่รีโมตคอนโทรล ช่วยให้การใช้งาน ท่ามกลางสภาพอากาศแบบเมืองร้อนของประเทศไทยมีความสะดวกสบายขึ้น แผงหลังคา Solar Ventilation System จะรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ และแปรพลังงานที่ได้เป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงการทำงานของพัดลม ด้วยระบบที่แยกกันจากการใช้เชื้อเพลิงอย่างสิ้นเชิง ทำให้มันมีตัวเลขการสิ้นเปลืองที่น่าทึ่งมาก ทรงด้านข้างตัวถังแบบลิ่มคล้ายกับรถ Concept Car สมัยใหม่ รถ Prius Minor Change 2012 ใช้ล้อแม็กอัลลอยขนาด 15 นิ้ว ห่อหุ้มด้วยยางลดแรงต้านทานกับผิวถนนยี่ห้อ Goodyear รุ่น Excellence ขนาด 195/65R15 ทั้ง 4 ล้อ วงล้ออัลลอยสีดำลายห้าก้านยังทำเท่ ด้วยการแปะพลาสติกสีเงิน เพื่อลดการหมุนวนของอากาศเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง






ทรงตันทึบของบั้นท้ายใน Prius Minor Change ดูดีด้วยกระจกบานหลังแบบสองชิ้น มีครีบสปอยเลอร์หลังกั้นกลาง กระจกบานหลังแบบแฮตช์แบคยังใช้ความลาดเอียงสูงสุด เพื่อทำให้อากาศไหลผ่านได้อย่างมีระเบียบ ไฟท้ายแบบใหม่ยังคงใช้หลอดไฟแบบ LED อยู่ในกรอบไฟท้ายพลาสติกสีขาว เงิน และแดงที่ทำออกมาได้ดีไม่แพ้ตัว 2010 ไฟเบรกดวงที่สามวางตัวอยู่กึ่งกลางของชิ้นสปอยเลอร์หลัง รูปทรงแบบเหลี่ยมของบั้นท้ายเจ้า Prius Minor Change ยังเข้ากับสปอยเลอร์หลังที่มีแผ่นพลาสติกสะท้อนแสง ส่วนไฟถอยไม่ต้องตกใจว่าหลอดขาดเนื่องจาก Toyota ติดตั้งไฟถอยในตำแหน่งไฟท้ายด้านซ้ายเพียงที่เดียวเท่านั้น ประตูฝาท้ายเปิดออกได้ด้วยมุมที่สูง ช่วยให้การขนสัมภาระมีความสะดวก ฝาท้ายประทับตรา Hybrid Synergy Drive สีเงิน-ฟ้า กับโลโก้ Toyota สีเงินพื้นฟ้า ที่บ่งบอกตัวตนว่ามันคือยานยนต์พลังงานผสมสุดฮิตของค่าย toyota






ภายในของ Prius Minor Change รุ่นท็อปคันทดสอบมีพื้นที่เท่าเดิม เบาะคนขับปรับตั้งสูงต่ำ-ใกล้-ไกลได้ 8 ทิศทางด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้านั้น ยังคงใช้การปรับแบบแมนนวล หรือปรับตั้งด้วยมือโดยไม่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำได้ เบาะทุกตำแหน่งหุ้มหนังแท้สีเทา-ดำเย็บด้ายสีขาวแบบตะเข็บคู่ คอนโซลและชิ้นส่วนบางชิ้นภายในห้องโดยสาร ใช้วัสดุรีไซเคิลทำจากพืชหรือ Ecological Plastic ขึ้นรูปด้วยการฉีดลงแม่พิมพ์แบบแรกของโลก วิศวกรของ Toyota แจ้งว่าวัสดุที่ทำมาจากพืชได้มาจากป่าปลูก ดูแปลกตาด้วยลวดลายผิวพื้นที่คล้ายกับเส้นใย ที่โดดเด่นในโมเดล Minor Change คือจอแสดงผลระบบสัมผัส ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลายขึ้นมากกว่ารุ่นที่แล้ว (เฉพาะรุ่นสูงสุด) จอ DVD-AVN พร้อมด้วยระบบนำทางด้วยดาวเทียม หน้าจอ LCD ให้ความคมชัดสูงมีขนาด 6.1 นิ้ว มาคู่กับรีโมตคอนโทรล สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เล่นเพลงจากภายนอกด้วยช่อง AUX-USB และระบบ Bluetooth จอดังกล่าวยังทำงานร่วมกับเกียร์ถอย ด้วยการใช้เป็นมอนิเตอร์ให้กับกล้องถอยหลัง และสัญญาณเสียงเมื่อเข้าใกล้วัตถุกีดขวาง






พวงมาลัยสี่ก้านหุ้มหนัง มีสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง ปรับตั้งทริปมิเตอร์และปุ่มปรับระบบปรับอากาศ ซึ่งมองเห็นได้จากจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Advanced Multi-information Display -MID แบบออฟติรอนเรืองแสง แสดงผลการขับขี่ทุกโหมด ระบบของพลังงาน การชาร์จแบตเตอรี่ ระดับเชื้อเพลิง โหมดการทำงานของระบบ Hybrid Energy Monitor โหมดแสดงผลการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Hybrid System Indicator โหมดแสดงแผลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Consumption Record ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สีฟ้า และก้านปรับตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ระบบ Head-up Display ยิงตัวเลขความเร็วของรถ สะท้อนขึ้นไปยังตำแหน่งกระจกหน้า โดยที่ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน







คันเกียร์ออโต้ E-CVT Electronic Gear Shift คล้ายกับจอยสติ๊กซึ่งใช้การดันไปในตำแหน่งที่ต้องการ ระบบส่งกำลังที่สั่งการด้วยไฟฟ้าของ Prius Minor Change ยังคงเหมือนกับรุ่นที่แล้วทั้งหัวเกียร์และซุ้มเกียร์ ที่ออกแบบให้กั้นกลางห้องโดยสารแบบแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ส่วนลำโพงของ Prius Minor Change วางลำโพงคุณภาพสูงพร้อมเพาเวอร์แอมป์ของอเมริกันยี่ห้อ JBL ถึง 8 ทิศทาง (เฉพาะรุ่นท็อปสุด) ใกล้กับซุ้มเกียร์มีปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกสามโหมดคือ Power Mode เมื่อต้องการอัตราเร่งและกำลัง ECO Mode ใช้ขับขี่แบบประหยัด และ EV Mode ที่ใช้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ในการขับเคลื่อน (หากเแบตเตอรี่ใกล้หมดไฟ ระบบจะสั่งการให้เครื่องยนต์ทำงานโดยอัตโนมัติ) ส่วนระบบเกียร์ทดกำลังหริือ Reduction Gear ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงบิดให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานอย่างนิ่มนวลในการเปลี่ยนอัตราทด อุปกรณ์แยกกำลังหรือ Power Split Device ทำหน้าที่ผสานกำลังของเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า







เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE Atkinson Cycle เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน และการหมุนเจนเนอร์เรเตอร์สำหรับผลิตกระแสไฟ เพื่อประจุเข้าสู่แบตเตอรี แล้วนำไปใช้หล่อเลี้ยงมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นต้นกำลังเสริม มอเตอร์จะเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี ให้แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงานกล ในรูปของแรงบิด เพื่อช่วยเครื่องยนต์ทำการขับเคลื่อนตัวรถในบางสถานการณ์ เช่น ในขณะที่กำลังออกตัวด้วยรอบต่ำ หรือเมื่อผู้ขับต้องการเร่งแซง ทำหน้าที่เป็นมอเตอร์สตาร์ตในขณะที่ทำการสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยสวิตช์สตาร์ต จุดเด่นของมอเตอร์ใน New Prius คือสามารถสร้างแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่มันเริ่มหมุน ส่วนเจนเนอร์เรเตอร์ ทำหน้าที่แปรเปลี่ยนพลังงานกล จากการหมุนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อทำการประจุกระแสไฟเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่ หรือส่งกระแสไฟตรงๆ ไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าก็ได้





เครื่องยนต์ รหัส 2ZR-FXE Atkinson Cycle ตัวนี้ มีการทำงานของการจุดระเบิดที่พัฒนาขึ้นอีกระดับ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของย่านกำลัง อัด โดยใช้ระบบวาล์วแปรผันแบบ VVT-i ทำงานร่วมกันกับระบบ EGR-Exhaust Gas Recirculation เพื่อนำเอาไอเสียบางส่วนที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ มาวนเข้าสู่ห้องเผาไหม้แล้วสันดาปอีกครั้ง ปั๊มน้ำของเครื่อง 2ZR-FXE ใช้ปั๊มไฟฟ้าแทนสายพานและมีน้ำหนักเบากว่า สามารถทำการหล่อเย็นให้กับทุกระบบของเครื่องยนต์ แม้เครื่องจะหยุดทำงานด้วยระบบ Stop-Start ก็ตาม ระบบ Hybrid Synergy Drive ใน New Prius ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์+มอเตอร์ไฟฟ้า+เกียร์ E-CVT+Power Control Unit ที่ติดตั้งอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ส่วนท้ายของ Prius เป็นชุดแบตเตอรี่ Hybrid พร้อมชุดควบคุมอุณหภูมิ เพื่อทำให้ตัวแบตฯ สามารถจ่ายไฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสภาพอากาศ สิ่งที่เป็นกังวนมากที่สุดของผู้ที่ตกลงใจเลือกใช้รถยนต์แบบ Hybrid ในบ้านเราก็คือราคาค่าตัวของแบตเตอรี่ เนื่องจากมันมีความแตกต่างทั้งรูปทรง พลังงานที่ให้และราคาเมื่อเปรียบเทียบกับแบตฯแบบปกติทั่วไป โรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่ให้กับรถ Prius คือโรงงาน Primearth EV Energy Co.,LTD. ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งทำการผลิตแบตเตอรี่แบบ Ni-MH-Nickel Metal Hydride เพื่อป้อนให้กับรถยนต์ Hybrid ของค่าย Toyota แต่เดิมโรงงานดังกล่าวเป็นของบริษัท Panasonic ในภายหลังบริษัท Toyota ได้เข้ามาถือหุ้นถึง 51 % มีการรับประกันอายุการใช้งาน 8 ปีแต่ส่วนใหญ่แล้ว แบตเตอรี่ของมันจะมีอายุยืนยาวพอๆ กันกับตัวรถเลยทีเดียว

ระบบความปลอดภัยใน Prius Hybrid Minor Change 2012
-กระจกมองข้างลดการเกาะตัวของหยดน้ำ Hydrophilic
-ระบบควบคุมการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Rain Sensor
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
-กระจกมองหลังลดแสงสะท้อน EC Mirror
-สัญญาณไฟเบรกกะพริบเมื่อใช้เบรกกะทันหัน Emergency Stop Lamps
-ระบบควบคุมการทรงตัว VSC- Vehicle Stability Control
-ระบบกระจายแรงเบรก EBD Electronic Brake-force Distribution
-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC Traction Control System
-ระบบป้องกันล้อล็อก ABS Anti-lock Braking System
-ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง - ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง / ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง / ม่านนิรภัย 2 ตำแหน่ง / หัวเข่าคนขับ 1 ตำแหน่ง
-หมอนพิงศีรษะคู่หน้าแบบลดแรงกระแทก Active Headrest
-โครงสร้างนิรภัยแบบ GOA




Toyota New Prius Hybrid Minor Change 2012 Specifications
เครื่องยนต์.................................4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VVT-i
รหัสเครื่องยนต์..........................2ZR-FXE
ปริมาตรความจุ.........................1,797 ซี.ซี.
กระบอกสูบXช่วงชัก.................80.5 มิลลิเมตรx 88.3 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด....................13.0:1
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง...................หัวฉีด EFI
แรงม้าสูงสุด............................99 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด............................142 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
มอเตอร์เจนเนอเรเตอร์............ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร
แรงดันไฟฟ้าสูงสุด...................650 โวลต์
กำลังสูงสุด...............................82 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด............................207 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง...................................0-100 กิโลเมตรใน 10.4 วินาที
ความเร็วสูงสุด.........................183.0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แบตเตอรี่...............................Ni-MH-Nickel Metal Hydride
แรงดันไฟฟ้า.............................201.6 โวลต์
จำนวนโมดูล.............................28 โมดูล 168 เซลล์
กำลังสูงสุด...............................37 แรงม้า
ความจุไฟฟ้า.............................6.5 แอมป์ต่อชั่วโมง

ระบบขับเคลื่อน
ชุดส่งกำลัง...............................เกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT

ระบบรองรับ
ด้านหน้า...................................แมคเฟอร์สันสตรัท สปริงและเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง...................................อิสระทอร์ชั่นบีม

ล้อและยาง...............................อัลลอยขนาด 15 นิ้ว ยาง Goodyear รุ่น Excellence ขนาด 195/65R15 ทั้ง 4 ล้อ

ระบบเบรก...............................ดิสเบรกทั้งสี่ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อนพร้อมระบบช่วยเบรก ABS EBD

มิติตัวถัง
ความกว้าง...............................1,745 มิลลิเมตร
ความยาว.................................4,460 มิลลิเมตร
ความสูง...................................1,490 มิลลิเมตร
ความจุถังเชื้อเพลิง...................45 ลิตร
น้ำหนักตัวรถ...........................1,395 กิโลกรัม

สีตัวถัง
White Pearl Crystal (คันทดสอบ)
True Blue Metallic
Silver Metallic
Attitude Black Mica
Red Mica Metallic
ราคา
1.8 Tpo Option........................1,369,000 บาท (คันทดสอบ)
1.8 Top.....................................1,299,000 บาท
1.8 Standard.............................1,199,000 บาท

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

 
Powered by Blogger.